มปากแน่นสนิท และรอต่อไปด้วยหน้าตาหม่นหมอง
ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป หลิวตงเยว่พยุงหวังจ้านที่สีหน้าซีดเผือด ท่าทางสับสน และจะล้มมิล้มแหล่เดินออกมาอย่างยากลำบาก
ทุกคนต่างตกใจมาก เจียงลวี่รีบเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว และช่วยหลิวตงเยว่พยุงหวังจ้าน พลางถามหลิวตงเยว่ด้วยสีหน้ากังวลว่า “เกิดอะไรขึ้น?” หลิวตงเยว่ยังไม่ทันตอบ เขาก็ตบใบหน้าที่สายตามืดมนของหวังจ้านเบาๆ แล้ว และเอ่ยอย่างเป็นห่วงว่า “อาจ้าน! อาจ้าน! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่สบายตรงไหน?”
หวังจ้านกะพริบตาปริบๆ เหมือนวิญญาณหายไป แล้วถึงจะมองไปที่เจียงลวี่ เจียงลวี่ยังไม่ทันพูด เขาก็ขอบตาแดงแล้ว น้ำตาพลันคลอเบ้าจวนจะร่วงลงมาในทันใด “ท่านพี่อาลวี่! ท่านพี่อาลวี่! ข้า…ข้า…”
เขาเดี๋ยวอ้าปากเดี๋ยวหุบปาก เอ่ยว่า “ข้า” นานมากแล้วก็พูดออกมาไม่ครบประโยคแม้แต่ประโยคเดียว
เจียงลวี่ร้อนใจมาก จึงมองไปที่หลิวตงเยว่
หลิวตงเยว่หดศีรษะ และรีบเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ขอรับ! ตอนที่ท่านหญิงเรียกข้าเข้าไป ซื่อจื่อชินเอินป๋อก็เป็นแบบนี้แล้ว…”
ความจริงแล้วเขาไม่กล้าพูดความจริง
ตอนที่เขาเข้าไป ซื่อจื่อชินเอินป๋อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือในห้องโถงอย่างเหม่อลอย เหมือนไม่มีวิญญาณแล้ว ท่านหญิงคุยกับเขา เขาก็ไม่สนใจเช่นกัน จนเฉิงเอินกงต่อยซื่อจื่อชินเอินป๋อไปสองสามหมัด ซื่อจื่อชินเอินป๋อถึงได้สติกลับมา และถูกเขาพยุงออกมาจากห้องโถงตรงประตูใหญ่
เห็น