ระยะทางต่อมาหลังจากนั้นเจียงเซี่ยนก็แลดูจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว
กินอาหารกลางวันที่เป็นมังสวิรัติล้วนแล้ว นางก็ถามหลี่เชียน “พวกเราจะออกเดินทางเมื่อไร?”
หลี่เชียนยิ้มและเอ่ยว่า “เจ้าอยากไปเร็วหน่อยหรือ?”
เจียงเซี่ยนส่ายหน้า และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าอยากพักกลางวัน หากเจ้าจะไปตอนบ่าย เวลานี้ก็ต้องเริ่มเก็บสัมภาระแล้ว”
หลี่เชียนเอ่ยว่า “พวกเราออกเดินทางพรุ่งนี้”
เจียงเซี่ยนไม่ได้ถามว่าทำไม และให้หลิวตงเยว่พากลับห้องข้าง
หลี่เชียนยืนอยู่ในลานกว้าง เขามองต้นทับทิมที่ดอกตูมสีแดงเพิ่งบานข้างบันไดของห้องหลักและถามจงเทียนอี้ “ในวัดต้องไม่มีความปรารถนาใดๆ แล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมที่นี่ถึงปลูกต้นทับทิม?”
ตามปกติต้นทับทิมจะแฝงความหมายว่ายิ่งมีลูกมากยิ่งมีวาสนา
จงเทียนอี้คิดนานมาก และเอ่ยว่า “พวกคนที่มาขอพระโพธิสัตว์ในวัดอาจจะหวังว่ายิ่งมีลูกมากยิ่งมีวาสนากระมัง?”
“ที่นี่ก็ไม่ใช่สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพระโพธิสัตว์กวนอิมเสียหน่อย”
“ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพราะพระศรีศากยมุนีดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง?”
ทั้งสองคนคุยแต่เรื่องที่น่าเบื่อนี้ประมาณครึ่งก้านธูป ปิงเหอก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาในลานกว้างด้วยสีหน้าลนลาน
“นายท่าน!” เขาถือเทียบเชิญปิดทองสีแดงเข้มอยู่ในมือ เสียงที่พูดอยู่ก็สั่นไปด้วย “คือ…ซื่อจื่อเจิ้นกั๋วกงให้คนส่งเทียบขอพบมาขอรับ บอกว่าอยาก…อยากขึ้นเขามาเยี่ยมเยียนท่าน เขาพาคนมาสิบกว่าคน เว่ยสู่