เป็นที่รู้กันทุกคนและถูกจับตามอง ไม่ระวังเพียงเล็กน้อยก็จะกลายเป็นผิดพลาดจนไม่มีทางแก้ไขได้
ใครจะรู้ว่าไทฮองไทเฮาไม่เผยสีหน้ากังวลแม้แต่น้อย นางลุกขึ้นสั่งเฉาเซวียนว่า “เจ้านำราชโองการตามข้ามา” สวมเสื้อคลุมยาวลายต้นอ้อกับนกกระสาหัวแดงสีเหลืองเข้มกลางเก่ากลางใหม่ที่พบเขาเมื่อครู่ พาเมิ่งฟางหลิงเดินออกไปข้างนอกทันที โดยไม่เปลี่ยนแม้แต่จะเสื้อผ้ากับเครื่องประดับ
เฉาเซวียนรีบตามไป และเพราะไม่รู้ว่านางคิดอย่างไร จึงอดที่จะเตือนเสียงเบาไม่ได้ “ก่อนมากระหม่อมถามมาแล้ว คนที่เข้าเวรที่กองพิธีการวันนี้คืออู๋ฝู่เฉิงบัณฑิตสำนักฮั่นหลิน…”
อู๋ฝู่เฉิงมาจากตระกูลที่ยากจนและฐานะต่ำต้อย ตอนที่เข้าเมืองหลวงมาเข้าร่วมการสอบขุนนางหลายปีก่อนจึงพักอาศัยที่วัดฉางชุนตรงชานเมืองหลวงชั่วคราว ตอนที่อดีตฮูหยินกั๋วกงที่เสียชีวิตไปแล้วของจวนเจิ้นกั๋วกงไปแก้บนในวัดเคยช่วยชีวิตอู๋ฝู่เฉิงที่นอนป่วยอยู่บนเตียงไว้ อู๋ฝู่เฉิงซาบซึ้งใจมาก พอถึงช่วงปีใหม่ก็มักจะไปเยี่ยมอดีตฮูหยินกั๋วกง ทั้งสองตระกูลจึงไปหามาสู่กันอยู่บ้าง
ไทฮองไทเฮามองเฉาเซวียนครั้งหนึ่ง
เฉาเซวียนใจสั่น เขามักจะรู้สึกว่านัยน์ตาของนางเหมือนกำลังสื่อถึงอะไรบางอย่าง จึงรู้สึกร้อนตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ และไม่กล้าพูดอะไรอีก
ไม่นาน ไทฮองไทเฮาก็ออกจากวังฉือหนิงและไปที่กรมวัง
เฉาเซวียนอึ้งไป
หน่วยงานสิบสองฝ่ายของราชสำนักก็ตั้งอยู่ที่กรมวัง
หรือว่าไทฮองไทเฮาจะตรงไ