เขาล้วนเป็นม้าศึก ความเร็วนั้นเร็วมาก แต่ความอดทนกลับไม่มากนัก หากยังวิ่งต่อไปแบบนี้ คนกับม้าก็จะทนไม่ไหวแล้ว
หลี่เชียนเข้าใจ จึงเอ่ยว่า “ตั้งค่ายพักแรมในป่า”
ชาวบ้านต่างมีนิสัยไปตลาดเช้า ในเส้นทางที่ใช้สำหรับส่งเอกสารราชการและมีจุดพักหรือจุดเปลี่ยนม้าตั้งอยู่ระหว่างทางนั้นตอนเช้ากับตอนเย็นจึงมีคนสัญจรไปมามาก ทว่าพอถึงตอนกลางวันกับกลางคืนคนกลับน้อย จึงฉวยโอกาสรีบเดินทางเวลานี้ได้พอดี
อวิ๋นหลินขานรับและจากไปหาเนินเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวสักแห่งเพื่อตั้งค่าย จะได้ปิดบังบรรดาคนที่ไปๆ มาๆ ข้างเส้นทางที่ใช้สำหรับส่งเอกสารราชการ
หลี่เชียนเห็นอวิ๋นหลินทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นระเบียบมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ปลื้มใจมาก และถามเจียงเซี่ยนเสียงอ่อนโยน “เจ้าจะให้หลิวตงเยว่ลงไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้าสักหน่อยหรือไม่”
นี่เป็นวิธีพูดอย่างอ้อมค้อม ความจริงแล้วเขาอยากถามเจียงเซี่ยนว่าจะเข้าส้วมหรือไม่
เจียงเซี่ยนตาบวมแดง นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น และไม่สนใจคำพูดของหลี่เชียน
หลี่เชียนถอนหายใจ คิดแล้วก็จับมือของเจียงเซี่ยน
เจียงเซี่ยนไม่ดิ้น นางเงียบสนิทเหมือนหมดอาลัยตายอยาก และปล่อยให้เขาจับไว้
หัวใจของหลี่เชียนก็เหมือนแตกออกเป็นช่องใหญ่ เลือดไหลออกมาข้างนอกตลอด และเจ็บปวดจนเขาขยับร่างกายครึ่งหนึ่งไม่ได้
“เป่าหนิง! อย่าทำแบบนี้!” เขาพูดไป ขอบตาก็แดงโดยไม่รู้ตัว “เจ้าพูดกับข้าสักคำได้หรือไม่? นอกจากส่