นเกินงาม’ อย่างนั้นหรือ?
เจียงเซี่ยนพึมพำอยู่ในใจ
อวิ๋นหลินวิ่งมาหา
เขาคารวะเจียงเซี่ยนอย่างนอบน้อม และเอ่ยว่า “ท่านหญิงมีธุระอะไรหรือขอรับ?”
“ไม่มีอะไร!” เจียงเซี่ยนมองไปรอบด้าน และสูดหายใจลึกๆ แล้วเอ่ยว่า “ข้าแค่ลงจากรถมาเดินเล่นหน่อย”
นี่เป็นป่าเขาที่ธรรมดามาก อาจจะเพราะเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว อากาศจึงเริ่มหนาวเย็นแล้ว ระหว่างเขามีหมอกล่องลอยอยู่อย่างเบาบาง ส่วนอากาศก็เปลี่ยนจากแห้งและร้อนในตอนเที่ยงกลายเป็นเย็นสบายและชุ่มชื้นเช่นกัน จึงทำให้รู้สึกสบาย
อวิ๋นหลินได้ยินแล้วก็กลับไปข้างกองไฟ
เหมือนไม่กังวลว่าเจียงเซี่ยนจะหนีหรือร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่นิดเดียว
เจียงเซี่ยนก็ถามหลิวตงเยว่เสียงเบา “สร้อยข้อมือลูกประคำของข้ายังอยู่กับเจ้าหรือไม่? คิดหาทางทิ้งเครื่องหมายเอาไว้!”
หลิวตงเยว่ตอบว่า “ขอรับ” อย่างเยือกเย็น
ทั้งสองคนวนรอบสถานที่ที่พักผ่อนสองสามรอบ พอเห็นว่าฟ้ามืดลงมากแล้ว และมียุงที่ไม่รู้ชื่อบินไปมาตรงหน้าพวกเขา ทั้งสองคนจึงรีบขึ้นรถม้า
หลิวตงเยว่ไปต้มน้ำร้อนเข้ามาอีกกา และพอเข้ามาก็บอกนาง “อวิ๋นหลินบอกว่าพวกเราจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เจียงเซี่ยนพิงหมอนอิงอย่างเกียจคร้านและตอบว่า “อืม”
เสียงจามของม้าดังมาจากข้างนอกสองสามครั้ง
เจียงเซี่ยนรู้ว่า พวกเขากำลังจะเดินทางต่อแล้ว
นางถามหลิวตงเยว่ “หลี่เชียนยังไม่กลับมาหรือ?”
“ยังขอรับ!” หลิวตงเยว่เอ่ยเสียงเบามาก “อวิ๋นหลินกำลังเตรียม