จะคิดว่าอาลวี่ดูถูกข้า และไม่เห็นข้าเป็นเพื่อน”
เจียงลวี่เป็นคนตรงไปตรงมา พอได้ยินเช่นนี้ก็อดที่จะยิ้มและตบบ่าของจินเซียวไม่ได้ แล้วเอ่ยว่า “ได้! หายากที่เจ้าจะมีใจแบบนี้ เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ!”
เขากลัวแหวกหญ้าให้งูตื่น มีเรื่องอะไรก็วิ่งเต้นเองหมด ไม่เพียงแต่เหนื่อยแทบตาย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ยังต่ำมากด้วย
จินเซียวกับเติ้งเฉิงลู่มาร่วมด้วยได้ ก็ช่วยเขาได้ไม่น้อย
ทั้งสองคนตามเจียงลวี่ไปจวนเจิ้นกั๋วกงอย่างดีใจ
เจียงเจิ้นหยวนได้ยินว่าทั้งสองคนอาสาช่วย ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเช่นกัน และให้เด็กรับใช้ที่มารายงานพาทั้งสี่คนมาที่ห้องหนังสือด้วยกัน
จินเซียวได้เจอเจียงเจิ้นหยวนผู้ที่เป็นแบบอย่างของตนเองก็ตื่นเต้นมาก และคารวะเจียงเจิ้นหยวนอย่างนอบน้อมและเยือกเย็น ตรงกันข้ามกับที่พูดเก่งในหมู่เพื่อนวัยเดียวกันอย่างสิ้นเชิง
อาจจะเพราะคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันไม่มีทางร่วมงานกันได้และไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ตอนที่เติ้งเฉิงลู่เจอเจียงเจิ้นหยวนจึงสุขุมและเยือกเย็นมากกว่าจินเซียว
ทุกคนแบ่งลำดับความสำคัญและนั่งลงล้อมโต๊ะเขียนหนังสือของเจียงเจิ้นหยวน สายตาของเจียงเจิ้นหยวนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือก็จับจ้องไปที่หวังจ้าน
“อาจ้าน สองวันนี้ลำบากเจ้าแล้ว!” เขาแอบถอนหายใจในใจ หากตระกูลเจียงไม่ใช่จวนกั๋วกง หากตระกูลหวังไม่มีไทเฮาสักคน เด็กสองคนนี้จะเหมาะสมกันสักแค่ไหน “เรื่องของเป่าหนิงไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า พวก