หลี่เชียนลังเลเล็กน้อย มือหนึ่งโอบเอวของเจียงเซี่ยนไว้ อีกมือจับมือที่เจียงเซี่ยนไปเลิกม่านรถขึ้นไว้ รั้งนางกลับเข้ามาในรถม้าอีกครั้งอย่างกึ่งโอบกึ่งกอด “ตอนนี้พวกเราออกจากชางผิงแล้ว…”
ก็กล่าวได้ว่า นางถูกเขาลักพาตัวแล้ว!
มิน่าเล่าเขาถึงพูดจาไร้สาระกับนางมากขนาดนั้น!
มิน่าเล่านางถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขากลับเลี่ยงไม่ตอบ!
มิน่าเล่าเขาถึงเล่าเรื่องของตระกูลหลี่ให้นางฟังไม่หยุด!
เพียงแค่อยากถ่วงเวลา และเบี่ยงเบนความสนใจของนาง
เจ้าคนสารเลวนี่ หลอกนางอีกแล้ว!
ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเวลาแบบนี้ตนเองยิ่งควรจะใจเย็น เวลาแบบนี้ตนเองยิ่งควรจะสงบนิ่ง แต่สติปัญญาก็เหมือนสายของเครื่องดนตรีเส้นหนึ่ง เสียงดังผึงทีเดียวก็ขาดแล้ว
เจียงเซี่ยนเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่โกรธสุดขีด นางลงมืออย่างสะเปะสะปะ ขอแค่ให้ได้เตะต่อยหลี่เชียนอย่างเต็มที่สักพักหนึ่ง “เจ้าคนสารเลว! กล้าหลอกข้า! เจ้ากล้าหลอกข้า! เสียแรงที่ข้าดีกับเจ้าขนาดนั้น…เจ้ายังหลอกข้า! เจ้า…เจ้ามันหน้าไม่อาย! เจ้า…เจ้ามันจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต…”
การสั่งสอนที่นางได้รับกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ทำให้นางรู้คำด่าคนแค่ไม่กี่คำนี้ จึงทำได้เพียงด่าไม่กี่คำนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนล้อรถ
หลี่เชียนโอบนางไว้ในอ้อมแขน ทั้งไม่กล้าใช้แรงทำให้นางรู้สึกไม่สบาย และไม่กล้าผ่อนแรงกลัวทำให้นางดิ้นหลุดออกไป เขาปล่อยให้นางตบตีตนเอง และขอโทษนางเสียงเบาอย่างเต็มไปด้วยความละอ