ารวะไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยอย่างนอบน้อม และคารวะสตรีบรรดาศักดิ์แต่ละท่านอย่างเคารพแต่ก็ไม่ได้ร่าเริงนัก แล้วเอ่ยเรื่องของตนเองขึ้นมา “…กระหม่อมเป็นลูกชายที่เกิดจากชายาเอกเพียงคนเดียวในครอบครัว ตอนห้าขวบก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซื่อจื่อ หลายปีมานี้ก็ช่วยท่านพ่อดูแลงานภายในราชสำนักตลอดเช่นกัน ท่านพ่อพึ่งพากระหม่อมค่อนข้างมาก หลายวันก่อนฝ่าบาทอยากให้กระหม่อมอยู่ที่เมืองหลวงอีกหลายๆ วัน ท่านพ่อกลัวว่างานในบ้านจะยุ่งเหยิง จึงเขียนจดหมายให้กระหม่อมกลับไป แต่กระหม่อมกลับคิดว่านี่เป็นโอกาส จะได้มีความรู้และประสบการณ์กว้างขวาง และยังได้คบหาเพื่อนเพิ่มอีกหลายคน จึงส่งจดหมายกลับไปหาท่านพ่อ ในที่สุดท่านพ่อก็อนุญาต หลังจากนี้กระหม่อมคงต้องอยู่เมืองหลวงหลายปี เพียงแต่กระหม่อมยังมาได้ไม่นาน จึงยังไม่ค่อยรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเข้าสังคมพวกนี้ก็ต้องตัดสินใจด้วยตนเองทั้งหมด พอเห็นว่าทุกคนต่างมาเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮาจึงตามมาด้วย หากมีตรงไหนเสียมารยาท ขอไทฮองไทเฮาโปรดเห็นแก่ที่กระหม่อมอยู่เมืองหลวงคนเดียว ไม่มีผู้อาวุโสตักเตือนและชี้แนะ อย่าตำหนิเลยพ่ะย่ะค่ะ”
สรุปแล้วเขารู้หรือไม่ว่าคนที่มาเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮาพวกนี้ต้องการอะไรกันแน่?
เจียงเซี่ยนแขวะอยู่ในใจ
ทว่าไทฮองไทเฮากลับยิ้ม และเอ่ยว่า “เด็กดี เจ้าช่างรู้จักคิด ต่อไปว่างก็มาเที่ยวที่วังฉือหนิงนะ”
นี่เป็นคนที่สามที่ไทฮองไทเฮาเชิญใน