จ้าวเซี่ยวฉลาดกว่าที่เจียงเซี่ยนคิดไว้
เจียงเซี่ยนจ้องตาของเขา และตอบเขาอย่างขอไปทีโดยไม่คลุมเครือแม้แต่นิดเดียว “ซื่อจื่อพูดอะไรน่ะ? ข้าไม่เข้าใจ”
จ้าวเซี่ยวหัวเราะเสียงดัง แต่เสียงหัวเราะนั้นดังออกมาไม่กี่ครั้ง เขาอาจจะนึกได้ว่าที่นี่คือพระราชวังต้องห้าม ไม่ใช่จวนจิ้งไห่โหว จึงรีบกลืนเสียงหัวเราะนั้นลงไป ทว่ารอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนหน้าอย่างหยุดไม่ได้
“ท่านหญิงเจียหนาน” มีคนเรียกนางอย่างตะกุกตะกัก
เจียงเซี่ยนหันกลับไปก็เห็นเติ้งเฉิงลู่
เสียงของนางนุ่มนวลลงทันที และเอ่ยว่า “ซื่อจื่อหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”
เติ้งเฉิงลู่หน้าแดงไปหมดแล้ว เขาส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ไม่มีอะไร แค่ดูว่าท่านหญิงมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่!”
“ข้ามีขันทีและนางในอยู่ด้วยมากมาย ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นช่วย” เจียงเซี่ยนคิดว่าตนเองอ่อนโยนกับเติ้งเฉิงลู่ก็ส่วนอ่อนโยน ทว่าสิ่งที่ควรพูดให้ชัดเจนก็ยังต้องพูดให้ชัดเจน จะได้ไม่ทำให้เขาเข้าใจผิด “ซื่อจื่อควรรับใช้อยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทมิใช่หรือ? เหตุใดมายุ่งเรื่องของข้าได้ ข้าว่ารีบกลับห้องอุ่นตะวันออกดีกว่า! ฝ่าบาทไม่เห็นท่านจะได้ไม่พิโรธ”
เติ้งเฉิงลู่หน้าแดงมากขึ้น เขาอึกอักอยู่นานมากก็พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ได้ยินคำพูดของนางแล้วก็กลับไปห้องอุ่นตะวันออก
จ้าวเซี่ยวที่อยู่ข้างๆ หัวเราะออกมา
เจียงเซี่ยนรู้สึกไม่พอใจ
เขาอาจจะไม่เคยรักใครเลยมาทั้งชีวิต ถึงได้หัวเราะเยาะคนอื่นอย่างไร้