่อไปลูกสาวก็เป็นคนของตระกูลเฉาแล้ว ฮูหยินเป่ยติ้งโหวไม่อยากให้นางต้องบาดหมางกับตระกูลเฉาเพราะตนเอง
นางฝืนอดทนกับความเสียใจและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีอะไร แค่เจ้าโตแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่อยากแยกจากเจ้า!”
หลายปีนี้ไป๋ซู่อยู่ในวังก็ไม่ได้อยู่อย่างเปล่าประโยชน์เช่นกัน นางคิดแล้วก็เอ่ยอย่างลำบากใจว่า “ท่านแม่ ข้าเคยเจอเฉิงเอินกงในวัง และยังเคยคุยกับเขาด้วย…เขาเป็นคนดีมาก ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าจะใช้ชีวิตกับเฉิงเอินกงอย่างดี…ใต้หล้านี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ต่อให้ข้าไม่แต่งงานกับเฉิงเอินกง ก็จะแต่งงานกับคนอื่นอยู่ดี ไม่มีผู้หญิงที่เป็นไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทนอย่างตระกูลเฉา ก็อาจจะมีปัญหาอื่นเช่นกัน ท่านต้องเชื่อว่าข้าทำได้ดี”
ลูกสาวรู้ความเช่นนี้ ฮูหยินเป่ยติ้งโหวยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
นางพยักหน้าทั้งน้ำตา แล้วถึงออกจากวัง
ไป๋ซู่มองภาพเงาด้านหลังของมารดา และถอนหายใจยาวเหยียด
ไม่รู้ว่านางทำแบบนี้ ถูกหรือผิดกันแน่!
ไม่นานก็มีราชโองการลงมา จ้าวอี้พระราชทานงานสมรสให้เฉาเซวียนกับไป๋ซู่
วันที่จวนเป่ยติ้งโหวรับราชโองการนั้นเป็นวันที่ยี่สิบสอง เดือนสิบสองพอดี
สองวันก่อนวันส่งท้ายปีเก่า
——————