ั่วชีวิตนี้ ทั้งที่นางรู้ดีว่าหลังจากนี้ตระกูลเฉาจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นนี้ไปชั่วชีวิต แล้วยังมีหน้ามาทำให้จ่างจูของพวกเราลำบากไปด้วยได้อย่างไร? ครั้งที่แล้วพวกเขายังจะให้จ่างจู…”
นางยังพูดไม่จบ ไทฮองไทเฮาก็เอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าพูดให้มันน้อยๆ หน่อย นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรเอ่ยถึง!”
ฮูหยินเป่ยติ้งโหวคิดว่าพวกนางกำลังคุยเรื่องไป๋ซู่อยู่ แต่มีเรื่องอะไรที่นางไม่รู้หรือ?
นางมองไทฮองไทเฮาอย่างไม่เข้าใจ แล้วก็มองไทฮองไท่เฟยอีกครั้ง
ใช่แล้ว!
เฉาไทเฮาอยากให้ไป๋ซู่หมั้นกับหลี่เชียน ตอนนั้นหลี่ฉางชิงยังเป็นผู้บัญชาการที่ตั้งมั่นรักษาการณ์อยู่ที่หนึ่ง ทว่าตอนนี้หลี่ฉางชิงเป็นเพียงรองค่ายทหารเสินจีเล็กๆ พูดออกมามีแต่จะทำให้ไป๋ซู่เสียหน้า…มีอะไรน่าพูดหรือ?
ไทฮองไท่เฟยเม้มปากจนเป็นเส้นตรง
ส่วนไทฮองไทเฮานั้นหลังจากตกใจมากในตอนแรก เวลานี้จิตใจก็สงบลงบ้างแล้ว นางจึงเอ่ยกับฮูหยินเป่ยติ้งโหวอย่างอ่อนโยนว่า “เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว เจ้าบอกว่าท่านโหวไปหาเจิ้นกั๋วกงแล้วมิใช่หรือ? ฝ่าบาทเคารพเจิ้นกั๋วกงมาก จ่างจูก็เติบโตในวังตั้งแต่เล็ก ฝ่าบาทน่าจะยังเห็นแก่นางอยู่บ้าง สุดท้ายแล้วเรื่องแต่งงานนี้เหมาะสมหรือไม่ พวกเราลองปรึกษากับเจิ้นกั๋วกงก่อน”
เรื่องนี้ก็ต้องขอความเห็นจากเจิ้นกั๋วกงแล้ว
ฮูหยินเป่ยติ้งโหวได้ยินก็ผ่อนคลายมากขึ้น และเอ่ยว่า “ชินเอินป๋อก็บอกแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นท่านโหวของพว