ึงอย่างไรท่านหญิงก็เติบโตในวังฉือหนิง ท่าทางมากมายของนางเหมือนชนชั้นสูงในวัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองสามเดือนนี้ ที่เหมือนเป็นพิเศษ…
เมิ่งฟางหลิงยิ้มพลางตอบว่า “เพคะ” และดูแลให้ไทฮองไทเฮานอนลง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฮูหยินเป่ยติ้งโหวก็เข้าวัง
ไทฮองไทเฮายังรับประทานอาหารเช้าอยู่ พอได้ยินก็แปลกใจมาก และให้คนนำของว่างไปให้นางสักสองสามอย่าง พลางเอ่ยว่า “คงจะไม่ได้กินอาหารเช้ามาด้วยซ้ำ”
ไทฮองไท่เฟยที่รับประทานอาหารเช้าเป็นเพื่อนไทฮองไทเฮาก็ยิ่งกังวลมากขึ้น นางกินอาหารเช้าอย่างยากลำบาก แล้วรีบตามไทฮองไทเฮาไปที่ตำหนักข้าง และให้คนเชิญฮูหยินเป่ยติ้งโหวเข้ามา
ฮูหยินเป่ยติ้งโหวสวมเสื้อกันหนาวแขนยาวที่มีซับในสีแดงเข้ม และสวมมงกุฎไก่ป่าหางยาวที่มีเมฆสีเขียวยี่สิบสี่ก้อน แม้บนหน้าจะทาแป้งหนามากก็ไม่อาจปิดบังสีน้ำเงินอมเขียวในดวงตาได้
นางคุกเข่าลงตรงหน้าไทฮองไทเฮาและปิดหน้าร้องไห้เสียงเบา “ไทฮองไทเฮา ไทฮองไท่เฟย ต้องช่วยจ่างจูของพวกเรานะเพคะ! เฉาไทเฮาส่งคนมา อยากสู่ขอจ่างจูของพวกเราให้เฉิงเอินกงเพคะ…”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?” ไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยต่างตกตะลึง และมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ฮูหยินเป่ยติ้งโหวร้องไห้หนักกว่าเดิม ทว่าคิดถึงกฎของวังก็ไม่กล้าส่งเสียง เสียงร้องไห้นั้นยังคงฟังดูเศร้าสร้อย “พวกเราทุกคนต่างคาดไม่ถึง ก่อนหน้านี้จิ้นอันโหวก็คิดจะสู่ขอจ่างจูเช่นกัน แต่จ่างจูยังไม่ได้เข้าพิธีปักปิ่น หม่อมฉันกั