ันพลันแล่นเกินไป…
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงตระกูลเจียง ตระกูลหวัง และฮ่องเต้ หากพูดอย่างไม่น่าฟังก็คือ ตระกูลเจียงมีประสิทธิภาพมากกว่าตระกูลหวัง ทว่าฮ่องเต้ทำแบบนี้ก็เท่ากับใช้กำลังบีบบังคับยุแยงให้ตระกูลเจียงกับตระกูลหวังแตกคอกันตอนที่ตระกูลเจียงกับตระกูลหวังยังเครื่องร้อนอยู่
ไทฮองไทเฮาไม่อาจตำหนิใครได้ไปชั่วขณะ บวกกับได้ยินชื่อหนึ่งที่นางลืมไปตั้งนานแล้วอีก จึงเอ่ยเปลี่ยนเรื่องไปโดยไม่รู้ตัวว่า “หลี่เชียน? ลูกชายคนโตของหลี่ฉางชิงแม่ทัพฝูเจี้ยนน่ะหรือ?”
แน่นอนว่าเจียงเจิ้นหยวนไม่ได้มาเพื่อขอการสนับสนุนจากไทฮองไทเฮา เขาเพียงแค่มาบอกไทฮองไทเฮาด้วยความเคารพ และเขาอยากรู้ความคิดของเจียงเซี่ยนมากกว่า อยากรู้ว่าเจียงเซี่ยนคิดอย่างไรกับการจัดการแบบนี้ พอได้ยินไทฮองไทเฮาเอ่ยขึ้นมา เขาก็พยักหน้า และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “วันนั้นที่ภูเขาวั่นโซ่ว หลี่เชียนก็เป็นคนที่คอยติดตามอยู่ข้างพระวรกายไทเฮาตลอด ไทเฮาอยากให้หลี่ฉางชิงไปเป็นพวกรองอะไรทำนองนั้นที่ค่ายทหารภูเขาตะวันตก แต่ฝ่าบาทไม่เห็นด้วย และให้หลี่ฉางชิงไปเป็นรองที่ค่ายทหารเสินจีแล้วขอรับ”
เจียงเซี่ยนใจเต้น
ค่ายทหารเสินจีคุมอาวุธปืน แต่หลายปีมานี้ท้องพระคลังว่างเปล่า จึงไม่มีกำลังสนับสนุนอาวุธปืนของค่ายทหารเสินจี อีกไม่นานค่ายทหารเสินจีก็เสื่อมโทรมแล้ว วิธีการผลิตอาวุธปืนของค่ายทหารเสินจีอยู่ในมือของกรมกลาโหม ทว่าค่ายทหารเสินจีกลับมีอาวุธปืนที่