เฉาเซวียนอายุมากกว่าหลี่เชียนสองปี หลี่เชียนสามารถรับผิดชอบงานเพียงคนเดียวได้แล้ว แต่เฉาเซวียนกลับไม่เห็นกระทั่งลำดับความสำคัญของเรื่องราว เฉาไทเฮาผิดหวังมาก ทว่าเรื่องของจ้าวอี้จำเป็นต้องเข้าใจด้วยสัญชาตญาณ ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นคำพูดได้ และไม่อาจพูดออกมาอย่างชัดเจนต่อหน้าหลี่เชียนได้ นางจึงจำเป็นต้องเอ่ยกับเฉาเซวียนว่า “ในเมื่อเจ้าไม่อยากทำ งั้นก็ช่างเถอะ หลี่เชียน เรื่องนี้เจ้าไปจัดการแล้วกัน!”
หลี่เชียนกำลังกลุ้มที่หาโอกาสไปดูเจียงเซี่ยนไม่ได้อยู่พอดี
เมื่อวานวัดต้าเป้าเอินเหยียนโซ่ววุ่นวายขนาดนั้น ด้วยความฉลาดของนาง ไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น วันนี้เช้ามืดเจิ้นกั๋วกงก็ปิดข่าวแล้ว นางมีหัวคิดมากกว่าสตรีทั่วไป ต้องกังวลมากอย่างแน่นอน
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไปดูนางสักหน่อย นางจะได้ไม่คิดอะไรขึ้นมาด้วยความฟุ้งซ่านและกุเรื่องขึ้นมาอย่างไม่มีมูล
หลี่เชียนขานว่า “พ่ะย่ะค่ะ” อย่างนอบน้อม และออกมาจากตำหนักอวี้หลาน
แต่เจียงเซี่ยนกลับหิวแทบตายอยู่ที่ตำหนักอี๋อวิ๋น
นางรู้สึกว่าตนเองไร้เรี่ยวแรงแบบท่านหญิงตงหยางและท่านหญิงอู่หยาง จึงอ้างว่าไม่สบาย และมาพิงอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือในห้องชา พลางถือน้ำแกงเก๊กฮวยที่ฉิงเค่อแอบต้มให้นาง กินคู่กับถั่วลิสงผัดเปรี้ยวหวานคำเล็กๆ