ี้ได้รับคำตอบยืนยันจากเจียงเจิ้นหยวนแล้วก็ภูมิใจกับความสำเร็จของตนเองมาก พอได้ยินก็พยักหน้าทันที และเอ่ยว่า “ลำบากเจ้าแล้ว! เจ้าไม่ต้องใส่ใจกับสิ่งที่เสด็จแม่เอ่ย พวกเราสองตระกูลเป็นญาติที่เกี่ยวดองกัน หากข้าเชื่อใจเจ้าไม่ได้ ใต้หล้านี้ก็ไม่มีใครที่ข้าเชื่อใจได้แล้ว พวกคนที่อยู่ข้างพระวรกายเสด็จแม่มักจะชอบแอบอ้างบารมีไปข่มเหงคนอื่น เมื่อก่อนข้าเห็นแก่ที่พวกเขาเคยรับใช้เสด็จแม่ จึงจำเป็นต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หากเสด็จแม่มอบอำนาจคืนให้ข้า ทั้งในและนอกราชสำนักนี้เปลี่ยนหน้าตาด้วยก็ดี พวกคนที่อยู่ข้างพระวรกายเสด็จแม่นั้นก็ต้องรบกวนเจ้าช่วยจัดการให้สิ้นซากแล้ว” พอเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็มองหลี่เชียนที่กำลังทำเป็นประคองไทเฮาอยู่ข้างหน้าครั้งหนึ่ง และเอ่ยอย่างลังเลว่า “คนๆ นี้หากข้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นลูกชายของแม่ทัพฝูเจี้ยน และเป็นองครักษ์อยู่ที่วังคุนหนิง เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? อีกเดี๋ยวข้ากับเสด็จแม่ยังมีเรื่องต้องคุยกันเล็กน้อย ให้เขาออกไปรอ แล้วเจ้าก็จัดการเขาไปด้วยเลยเถอะ! ขุนนางท้องถิ่นคนหนึ่งเข้ามาพัวพันถึงในนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่ดี”
เจียงเจิ้นหยวนค้อมตัวและก้มหน้าลง พลางขานว่า “พ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอี้พอใจกับท่าทางของเจียงเจิ้นหยวนมาก
เมื่อก่อนอีกฝ่ายก็เคารพเขามาก แต่ในความเคารพนั้นเผยให้เห็นความห่างเหินเล็กน้อย ไม่เหมือนตอนนี้ที่เชื่อฟังและยอมศิโรราบต่อเขา
มิน่าเล่าทุกคนต่างอยากเป็นฮ่องเต้