จขึ้นสู่ตำแหน่งมรรคผล”
“มิเช่นนั้น จะได้ทำลายแผนของเขาอย่างสิ้นเชิง ฉุดให้เขาตกจากระดับรวมโอสถขั้นปลาย ลงมาอย่างน่าอนาถ ถึงตอนนั้นไม่ต้องพวกเราลงมือ แดนวิญญาณเองก็คงไม่ปล่อยไว้แน่!”
“หลังวันนี้ผ่านไป ข้าคาดว่าเขาคงต้องใช้เวลายาวนานเพื่อบิดพลิกดินธาตุเฉินอีก หากเป็นเมื่อก่อนอาจไม่กระไร ทว่า…บัดนี้มหาภัยพันปีใกล้เข้ามา เขาอาจไม่มีโอกาสขึ้นเป็นจ้าววิถีได้อีก รวมโอสถสมบูรณ์ก็คงเป็นขีดสุด แล้วยังจะกลายเป็นเป้าสายตาทั่วหล้าอีกต่างหาก”
“ฮ่าๆ! สาสมดีนัก!”
เมื่อกล่าวจบ ชิงเฉิงเฟยเสวี่ยเจินจวินก็เผลอตบขาไปพลาง หัวเราะเอิกเกริก เผยอีกด้านหนึ่งที่หลุดจากหน้ากากอันสุขุมสงบ
ทว่าลวี่หยางกลับฟังแล้วหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
ด้วยเหตุผลง่ายๆ: ชิงเฉิงเฟยเสวี่ยเจินจวินกล่าวกับเขามากเกินไป สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความลับที่มีเพียงเจินจวินเท่านั้นที่ควรล่วงรู้ บัดนี้กลับเปิดเผยต่อเขาทั้งหมด
นางคิดจะทำอะไร?
“อย่าตระหนกนักเลย”
ชิงเฉิงเฟยเสวี่ยเจินจวินยิ้มมองลวี่หยาง ทว่ารอยยิ้มนั้นเย็นเยียบราวหิมะแห่งเหมันตฤดู ไร้ความอบอุ่นแม้แต่น้อย
“ข้าอยากมอบโชควาสนาให้เจ้า”
ลวี่หยางไม่กล้ารอช้า รีบประสานมือคารวะทันที “โปรดเจินจวินชี้แนะ”
“เมื่อจงกวงสิ้นชีพ มือข้าก็ไร้คนให้ใช้งาน ไหนเลยศึกครั้งนี้ข้าก็เสียหายไม่น้อย จำต้องปิดถ้ำสวรรค์พักฟื้น”
“ข้าให้เวลาเจ้าสามสิบปี”
“ในสามสิบปี หากเจ้าหลอมฟ้าศักดิ์สิทธิ์กับพิภพลี้ลับสำเร็จ ถึง