มดีขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวว่า “นี่เป็นท่าไม้ตายประจำตระกูลเรา เจ้าเด็กนี่เลือกใช้มันที่นี่ ดูท่าคงจะเตรียมตัวเผด็จศึกแล้ว”
อวิ๋นซิวได้ยินคำอธิบายของเพื่อนสนิทก็เบิกตาโตจ้องมองหน้าจอเฝ้ารอฉากที่น่าชมปรากฏขึ้นมา
……
ซ่งเหลียนลู่เห็นการเคลื่อนไหวประหลาดของฝ่ายตรงข้าม เขาไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่าจะต้องปล่อยท่าไม้ตายออกมาแน่นอน อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนโง่เง่าอย่างฉีย่าที่บ้าระห่ำ รู้จักแต่เอาหน้าเท่านั้น ขอเพียงชัยชนะในตอนจบเป็นของเขา เขาไม่สนใจว่าขั้นตอนจะน่าชมหรือว่าดูดีหรือไม่
ดังนั้นซ่งเหลียนลู่จึงมีความอดทนอย่างยิ่ง เขาเลือกรอต่อไป รอคอยให้ไอพลังของหลี่อิงเจี๋ยผ่านพ้นไป เขาเชื่อว่าหลี่อิงเจี๋ยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสฝืนประคับประคองต่อไปได้ไม่นานนัก ไอพลังที่แข็งแกร่งนี้จะต้องรั่วไหลออกไปแน่นอน และเวลานั้นถึงค่อยเป็นเวลาที่เขาจะลงมือ
สถานการณ์กลับคืนสู่ความอึดอัดอย่างในตอนเริ่มแรกอีกครั้ง ทั้งสองคนแบ่งกันยึดครองคนละมุมบนเวทีประลอง ยืนนิ่งไม่ไหวติง เวลาผ่านไปทีละน้อย หนึ่งนาที สามนาที ห้านาที…ทั้งสองคนที่คล้ายกับเตรียมตัวประจัญหน้ากันชั่วกาลนานทำให้บรรดานักเรียนเริ่มเบื่อหน่ายขึ้นมา หอต่อสู้ที่เดิมทีเงียบสงัดเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้ว…
“จะนิ่งค้างไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย? น่าเบื่อเกินไปแล้วนะ”
“นักเรียนใหม่คนนั้นพิการไปครึ่งหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือไง? ทำไมคนของเหลยถิงยังระวังตัวขนาดนี้อีกล่ะ?