เอกถังอวี้ขวางเขาไว้ทันใด ส่งสัญญาณให้เขายืนอยู่ด้านข้าง หลังจากนั้นพันเอกถังอวี้ก็เดินไปที่ข้างกายหลี่อิงเจี๋ยแล้วเอ่ยถามว่า “เธอจะเลือกยอมแพ้หรือว่าจะประลองต่อไป?”
เมื่อหลี่อิงเจี๋ยได้ยินคำถามของพันเอกถังอวี้ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจว่า ‘หลี่อิงเจี๋ย รีบยอมแพ้เถอะ ความสามารถของคู่ต่อสู้แข็งแกร่งกว่านายมากเลยนะ นายสู้ไม่ไหวหรอก ฝืนต่อไปก็ไม่มีความหมาย ไม่สู้ยอมแพ้ดีกว่า ยังลดความทรมานได้บ้าง’
ใช่แล้ว เขาจะฝืนต่อสู้ไปทำไม เดิมทีความสามารถของเขาก็อ่อนแอกว่าอีกฝ่ายอยู่แล้ว พ่ายแพ้ไปก็เป็นเรื่องปกติมากเลยไม่ใช่เหรอ?
หลี่อิงเจี๋ยชูมือขึ้นช้าๆ ขณะที่เตรียมตัวจะพูดคำว่า ‘ฉันยอมแพ้’ สามคำนี้ออกมา เสียงที่เย็นเยียบกระจ่างใสหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังเขาว่า “หลี่อิงเจี๋ย ลุกขึ้นมาซะ!”
หลี่อิงเจี๋ยหันหน้ากลับไปด้วยความตะลึงลาน จากนั้นก็เห็นหลิงหลานที่เดิมทีนั่งตัวตรงอยู่ด้านล่างเวทีประลอง ตอนนี้ได้มายืนอยู่ข้างเวทีประลองแล้ว จ้องมองเขาด้วยใบหน้าเย็นชา
“หลี่อิงเจี๋ย ความกล้าในตอนเด็กๆ ของนายวิ่งหนีไปไหนแล้ว? แม่งลุกขึ้นมาซะ นี่เป็นเวลาที่ทำให้พวกเขาเห็นว่าหลี่อิงเจี๋ยที่เย่อหยิ่งอวดดีอย่างแท้จริงเป็นแบบไหนนะ” แววตาของหลิงหลานเย็นเยียบมากอย่างชัดเจน แต่ไม่รู้ว่าทำไมในสายตาของหลี่อิงเจี๋ยกลับเห็นว่า นี่เป็นความเชื่อใจเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน…
“เขาเข้าใจฉัน และก็ยินดีเชื่อใจฉัน เพราะฉะนั้นถึงได้ยอ