พลตรีจิ่งเริ่นเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ทุกครั้งที่นายผ่านที่นี่ นายไม่เคยลงมาหาฉันเลย”
“นายเองก็รู้ว่า ฉันกับเทียนฟางต้องมีสักคนอยู่เฝ้าแตรที่เจ็ด” พันตรีลั่วหย่างยิ้มฝืดเฝื่อน
“ตอนนั้นไม่ควรให้นายติดตามเทียนฟางเลย ถ้าติดตามฉันมา ตอนนี้นายน่าจะเป็นพันเอกไปแล้ว” พลตรีจิ่งเริ่นเหลือบมองเทียนฟางด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับตำหนิเทียนฟางว่าเขาถ่วงอนาคตของพันตรีลั่วหย่าง
พันเอกเทียนฟางได้แต่ขยี้จมูกไม่กล้าเอ่ยปากส่งเสียง ตอนนั้นเขารั้งลั่วหย่างไว้จริงๆ ให้ลั่วหย่างช่วยเขา เพราะเขารู้ว่านิสัยหุนหันตรงไปตรงมาของเขาไม่สามารถจัดการเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นได้ จำเป็นต้องหาเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้สักคนมาช่วยเขา และลั่วหย่างคือตัวเลือกเดียวของเขา
“แต่ทำไมคราวนี้ถึงลงมาได้ล่ะ?” จิ่งเริ่นถามด้วยความสงสัย
“เพราะว่าแตรที่เจ็ดกำลังรีเซตระบบอยู่ ฉันอยู่ตรงนั้นไปก็ทำอะไรไม่ได้” ลั่วหย่างตอบ
“รีเซต?” จิ่งเริ่นหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” นอกเสียจากเกิดเรื่องใหญ่หรือว่าระบบล่มแล้วละก็ ไม่มีความจำเป็นต้องรีเซตระบบเลย ดูท่าแตรที่เจ็ดคงเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาจริงๆ
ลั่วหย่างกับเทียนฟางสบตากันเองแวบหนึ่งแล้วยิ้มเจื่อนขึ้นมา สุดท้ายยังคงเป็นลั่วหย่างที่ตอบว่า “อันที่จริงเรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็เล็ก ยานบินของพวกเราถูกนักเรียนทหารใหม่เข้าควบคุมน่ะ”
“ควบคุมส่วนบุคคล?” จิ่งเริ่นเห็นทั้งสองคนทำหน้