งมาแน่นอน
อู่จย่งมองพวกฉีหลงอย่างลึกล้ำแวบหนึ่ง มีทั้งความอิจฉาและก็มีความชิงชัง เขาอิจฉามิตรภาพร่วมเป็นร่วมตายของหลิงหลานกับพวกฉีหลง และก็ชิงชังในความโชคดีของพวกเขาที่มีลูกพี่ที่ไม่สนใจอันตรายและก็มาช่วยเหลือพี่น้องของตัวเองแบบนี้
“งั้นพวกเราไปก่อนนะ” อู่จย่งหันหน้ามองไปยังเพื่อนร่วมทีมด้านหลังแวบหนึ่ง โดยเฉพาะเฉินอวี่ที่ได้รับบาดเจ็บ พวกเขารอไม่ไหวแล้ว
ฉีหลงมองส่งพวกอู่จย่งจากไป จนกระทั่งร่างพวกเขาหายลับไปแล้วถึงค่อยหันหน้ามาพูดกับพวกเพื่อนร่วมทีมว่า “พวกเราไป!”
“ไปไหน? ต้องรอลูกพี่หลานไม่ใช่เหรอ?” ลั่วล่างงุนงง
“ฉันอยากเข้าไปใกล้ๆ ดูการต่อสู้ของผู้มีพระคุณที่ช่วยเราไว้” ฉีหลงมองสนามรบที่อยู่ห่างไกลแล้วเอ่ยว่า “บางทีฉันอาจจะหาคำตอบที่ฉันต้องการได้ ไม่สิ ฉันไม่ได้ต้องการ…” คำพูดของฉีหลงดูขัดแย้งในตัวเองอยู่บ้าง
หานจี้จวินเป็นคนที่เข้าใจฉีหลงมากที่สุด เขาพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปว่า “นายสังเกตเห็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่ ฉันไม่รู้ และฉันก็ไม่อยากรู้ด้วย” ฉีหลงเลี่ยงคำถามของหานจี้จวิน เขาสะพายกระเป๋าเป้และเดินมุ่งหน้าไปยังสนามรบของหุ่นรบที่อยู่ไกลๆ
หานจี้จวินมึนงง อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ไปถามฉีหลงอีก เพียงแต่ส่งสัญญาณให้ลั่วล่างกับหลินจงชิงตามมา
ในเมื่อฉีหลงไม่อยากบอก เช่นนั้นเขาก็จะไม่ถาม เขาเชื่อว่า ขอเพียงตัวเองตามไปก็น่าจะหาคำตอบข้อนั้นเจอ
……
หุ่นรบสองตัวต่อสู้พัวพันกันหลายกระบ