ถ้าหากนักเรียนปีเจ็ดในปีหน้าพ่ายแพ้อีก เราก็จะเพิ่มมากขึ้นต่อไป” เฉิงหย่วนหังประกาศแผนการของสถาบันพวกเขาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ถ้าอยากผ่านไปได้ด้วยดี ก็ต้องรอให้นักเรียนปีเจ็ดในปีหน้าสู้ๆ หน่อย
“อาจารย์เฉิง คุณรู้หรือเปล่าว่าทีมที่ฝ่าด่านไปได้คือคนพวกไหนกันครับ?” ในที่สุดหลี่อิงเจี๋ยก็อดทนไม่ไหว เอ่ยปากถามเรื่องที่เขาสนใจมากที่สุด
เฉิงหย่วนหังมองเขาแวบหนึ่งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม หลี่อิงเจี๋ยรู้สึกว่าความคิดของเขาถูกอาจารย์มองทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่เขาอยากรู้ผลจริงๆ นี่นา ถ้าเกิดญาติผู้พี่คนโตอยู่ในนั้นด้วยละก็ นั่นหมายความว่าการที่เขาอยากกลายเป็นผู้สืบทอดอันดับหนึ่งแทนพี่ใหญ่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“เธอไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้ เธอต้องพยายามทำภารกิจที่สถาบันมอบหมายให้เท่านั้นก็พอแล้ว” เฉิงหย่วนหังไม่ตอบ หากแต่พูดโน้มน้าวให้หลี่อิงเจี๋ยมุ่งมั่นตั้งใจกับเรื่องของตัวเอง
“ผมแค่อยากรู้เท่านั้นว่าในนั้นมีคนที่ชื่อหลี่มู่หลานอยู่หรือเปล่าครับ” หลี่อิงเจี๋ยเอ่ยถามอย่างดึงดัน
เฉิงหย่วนหังขมวดคิ้ว เขาเหลือบมองหลี่อิงเจี๋ยที่ดูตื่นเต้นหวั่นไหวอยู่บ้างแวบหนึ่ง ก่อนจะครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “มีคนนามสกุลหลี่อยู่หนึ่งคนจริงๆ” หลี่อิงเจี๋ยหน้าถอดสี เฉิงหย่วนหังกล่าวต่อว่า “แต่ฉันจำได้ว่าเขาชื่อ หลี่หลานเฟิงนะ!”
“หลี่หลานเฟิง?! ไม่ใช่เขาก็ดี” สีหน้าของหลี่อิงเจี๋ยฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ขอแค่ไม่