่งราชสำนักเต๋าก็เป็นคนที่สองที่สลายพลัง
ชั่วขณะนั้น สายตาของเจินจวินทั้งหลายพลันหันมาจับจ้องยังแคว้นเจียงหนาน จับจ้องยังเจินจวินหนุ่มผู้มีริมฝีปากแดงฟันขาว นั่งกดกระบี่อยู่เบื้องเข่า ณ หน้าผาจี้เทียนแห่งนิกายกระบี่หยก
เจินจวินหนุ่มนิ่งเงียบ
เห็นเพียงเขาก้มตาลง มองกระบี่ยาวเบื้องเข่าซึ่งเป็นกระบี่ประจำตน อาวุธที่เคยพาเขาฆ่าล่าฝ่าฟันจนบรรลุถึงระดับสร้างรากฐาน
ทว่า…ตั้งแต่บรรลุรวมโอสถมา กระบี่เล่มนี้ก็ไม่เคยชักออกอีกเลย แม้แต่ยามทำลายนิกายอสูรวิญญาณ เขาก็เพียงปล่อยลำแสงกระบี่ออกหนึ่งสาย ไม่ได้ชักกระบี่โดยแท้ วันนี้กาลเวลาผ่านไปนับพันปี กระบี่เล่มนี้ยังชักออกได้หรือไม่? ยังคมอยู่หรือเปล่า? เขายังมีใจแห่งกระบี่ดั่งอดีตอยู่หรือ?
“…เหอะเหอะ”
เจินจวินหนุ่มเงยหน้าขึ้นในบัดดล คล้ายกำลังสบตากับชิงเฉิงเฟยเสวี่ยเจินจวินที่ห่างไกล ณ ทะเลนอก แล้วพลันยิ้มออกมา “เจ้ากำลังกระตุ้นจิตใจของข้างั้นรึ?”
“เสวี่ยเฟยหง เจ้าจะสู้กับข้าจริงๆรึ?”
ต่อถ้อยนี้ ชิงเฉิงเฟยเสวี่ยเจินจวินตอบกลับอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา “เจ้าไม่เหมือนผู้ฝึกกระบี่เลย ชักช้าไร้ความกล้าเกินไป หรือเจ้าคิดจะเป็นเช่นหงยวิ๋นอีกคน?”
“ออกมาสู้กัน บางทีอาจยังมีหนทางรอด”
สิ้นคำ เจินจวินหนุ่มกลับตกอยู่ในความเงียบอีกครา หันไปมองเหล่าเจินเหรินสร้างรากฐานเบื้องหลัง ก่อนหลับตาเข้าสู่ภวังค์
ถึงครานี้ เขากลับนึกถึงบุคคลผู้หนึ่งขึ้นมา
“ถิงโย่ว…”
เขาเองก