้ว่ามันยังอยู่ดี
แต่แค่หลับตา ภาพเหตุการณ์วันนั้นก็ยังชัดเจนในหัว
“งั้นเราจะทำยังไงกันดี?”
“ก็……”
เจ้าหน้าที่ลังเล ยังคงไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกทางไหน
จังหวะนั้น ทหารอีกสองคนก็เดินเข้ามาหา
“รุ่นพี่ เราคิดว่าสถานการณ์เรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็…จากคำให้การของพยานทุกคน มันเป็นความผิดของแฟรงก์ทั้งนั้น”
“จริงเหรอ?”
ใบหน้าของเจ้าหน้าที่สว่างวาบทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“งั้นก็แค่จับแฟรงก์ตัวก่อเรื่องไปก็พอแล้ว!”
“ใช่ เอ่อ…แต่จะปล่อยอีกคนไว้เฉย ๆ แบบนี้ได้เหรอ?”
“นายก็ว่าแฟรงก์เป็นต้นเหตุ งั้นเราก็แค่จัดการเขาคนเดียวก็พอ”
ทหารรุ่นน้องพยักหน้าอย่างประหม่า เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่นพี่ถึงดูร่าเริงขึ้นมาทันทีแบบนั้น
“ฮึ่ม ฮึ่ม! ในเมื่อจับคนก่อเรื่องได้แล้ว เราก็ขอตัวก่อนก็แล้วกัน… เอ่อ คราวหน้าอย่าไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้อีกล่ะ!”
พูดจบ เจ้าหน้าที่ก็รีบเดินจากไปอย่างเร็ว โดยไม่อยากเสียหน้าให้รุ่นน้องเห็น
โอเชียนยิ้มมุมปาก พลางมองแผ่นหลังของชายผู้นั้น
‘เจอกันคราวหน้า ต้องถามชื่อเขาให้ได้’
•
“ฮู้ ๆ ได้ยินมาหมดแล้วนะ ได้ข่าวว่านายเล่นงานแขนของแฟรงก์หมัดเลือดจนแหลกคามือ ไม่เบาเลยนี่”
ประโยคแรกที่โรแนนพูดเมื่อโอเชียนกลับมาถึงร้านไวโอเล็ตฟ็อกซ์ก็คือสิ่งนี้
เขานั่งเอนตัวพิงพนัก เก้าอี้โยกเบา ๆ ดวงตาเปล่งประกายและรอยยิ้มก็ดูสบาย ๆ จนไม่น่าจะมีเจตนาแอบแฝงอะไร
“ได้ยินจากไหนอีกล่ะ?”
โอเชียนถามด้ว