เซียวข้าเป็นดินปั้นอยู่หรือไร!?”
สิ้นคำพูด เซียวฝูเหรินก็ประสานมุทราในบัดดล
ฉับพลัน เสียงคลื่นคำรามพลันกระหึ่มจากเวหา แสงระยับของค่ายกลทอดทออยู่เบื้องบน ประสานร้อยจนปรากฏเป็นห้วงสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล!
ห้วงธารเหล่านั้นไหลเวียนอยู่กลางฟ้า ดุจจริงดุจลวง คลื่นซัดซ้อนสลับไปมา ทุกสายธารล้วนแฝงไว้ด้วยประกายอัสนี หากเพ่งพิศจึงเห็นว่าทุกสายนั้นเป็นเพลิงฟ้าแล่นวาบ แรงสั่นกระแทกเสียงคลื่นกระทบฝั่งผสานเข้ากับเสียงฟ้าคำรามดังกึกก้อง ทำให้เหล่าปุถุชนด้านล่างต่างตัวสั่นเทิ้มราวต้องโทษทัณฑ์สวรรค์ตรงหน้า
“ค่ายกลใหญ่น้ำหลอมแห่งเสินเซียว สมแล้ว!”
เต๋าเฒ่าคิ้วขาวเห็นดังนั้นก็กระอักกระอ่วนขึ้นมาครู่หนึ่ง หากแต่ในแววตานั้นหาได้มีเพียงความหวาดหวั่น ทว่า…ยังเต็มไปด้วยความโลภจัด แล้วริมฝีปากก็ยกยิ้มเย็นเฉียบขึ้นมา
“น่าเสียดายนัก…จงลงมือ!”
เสียงตวาดหนึ่งดังขึ้นจากเต๋าเฒ่าคิ้วขาว ค่ายกลซึ่งเกือบเป็นรูปเป็นร่างแล้วพลันชะงักในพริบตา จากนั้นแสงเรืองรองที่จุดหนึ่งของค่ายกลกลับมืดดับลงอย่างรวดเร็ว
เซียวฝูเหรินเห็นดังนั้น นัยน์ตาหดแคบในฉับพลัน
ต่อจากนั้น นางก็หันมองไปยังผู้ควบคุมค่ายกลเบื้องล่างด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ศิษย์น้องเหลียว…เจ้ากล้าร่วมมือกับนิกายชิงถิง ทรยศต่อสำนักงั้นรึ!?”
ผู้ที่บ่อนทำลายค่ายกลคือเหลียวฉือ ศิษย์น้องร่วมสำนักของนาง
เมื่อครั้งอาจารย์รับเขาเข้ามา ยังเคยกล่าวชื่นชมว่าเขาคือความหวังแห่งการฟื้