ผี” ด้านหลัง
เฉินสิงไห่มองเห็นชัดเจน ร่างอสรพิษยังไม่ดับสิ้นแม้ขาดสองท่อน พอส่งเสียงร้องเพียงคำก็ถูกฟ้าผ่าลงกลางกบาล ในพริบตาแปรเป็นเถ้าธุลี
‘บัดซบ! ทำลายศพลบหลักฐานไวเยี่ยงนี้…หรือว่าเขาเป็นพวกมารฝึกตนกันแน่!?’
เฉินสิงไห่กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย รีบก้าวหน้ามาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอเชิญท่านเซียนถามเถิด ข้าน้อยรู้สิ่งใดย่อมไม่ปิดบังแน่นอน”
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็พยักหน้าอย่างพึงใจ “ที่นี่คือสถานที่ใด?”
คำถามนั้นทำเอาเฉินสิงไห่ชะงักไปชั่วขณะ ทว่าก็ไม่กล้าชักช้า ตอบทันทีว่า “กราบเรียนท่านเซียน ที่แห่งนี้คือทะเลกระแสปั่นป่วน แห่งโลกบำเพ็ญเซียนปี้หยางของข้าน้อย!”
“โลกบำเพ็ญเซียน…ปี้หยาง?”
ลวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ครั้นตั้งใจจะคำนวณทำนาย กลับพบว่ามัวหมองจนแลไม่เห็น เขาหันกลับไปมองเฉินสิงไห่อีกครั้ง แม้จะมีสิ่งใคร่รู้มากมาย แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงใด
อีกทั้งอีกฝ่ายอาจไม่พูดความจริง
อย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็เพิ่งระแวงว่าเขาเป็นมารฝึกตน คิดเพียงใจ ยังมิทันกล่าวออกปาก เขาในฐานะผู้วางรากฐานย่อมจับคลื่นความคิดนั้นได้แต่ต้น
แม้เขามิใช่คนขี้ใจน้อย ทว่าก็ไม่มีเวลามานั่งซักถามทีละประโยคเพื่อแยกแยะจริงเท็จ
“อืม…ค้นวิญญาณเสียเถอะ”
ลวี่หยางขยับจิตคิด เพียงเสี้ยวลมหายใจ สายตาของเขาก็แทงเข้าสู่ดินแดนแห่งสำนึกกลางสมองของเฉินสิงไห่ ฝ่ายนั้นพลันเผยสีหน้าหวาดผวา แต่ไม่ทันได้หลบเลี่ยงสิ่งใด
เพ