“ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าหญิงงามแห่งหอเยว่เซียงมีเสียงพิณที่สะกดหัวใจบุรุษทั้งเมืองแต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าใต้เสียงพิณนั้น…ซ่อนคมมีดที่กำลังรอวันล้างแค้น”
ยามค่ำคืนของเมืองหลวงไม่เคยเงียบงันโคมแดงนับร้อยแขวนเรียงรายตามถนนสายหลัก เสียงหัวเราะและดนตรีดังลอดออกมาจากหอคณิกาใหญ่แห่งหนึ่งหอเยว่เซียงสถานที่ที่บุรุษทั่วเมืองหลวงต่างอยากมาเยือนเล่ากันว่า ที่นี่มีหญิงงามมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้หอเยว่เซียงโด่งดังที่สุดกลับไม่ใช่ความงามของหญิงใดหากเป็นเพราะหญิงลึกลับผู้หนึ่งไม่มีใครรู้ชื่อจริงของนางไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าของนางผู้คนเรียกนางเพียงว่า“บุปผาหอมหลังม่าน”คืนนี้หอเยว่เซียงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนม่านไหมสีแดงโปร่งถูกปล่อยลงมาปิดเวทีเสียงพิณค่อย ๆ ดังขึ้นท่วงทำนองแผ่วเบา แต่กลับสะกดผู้ฟังทั้งหอให้เงียบสนิทหลังม่านไหม เงาร่างของหญิงสาวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอาภรณ์ยาวพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของนางแม้มองเห็นเพียงเงาร่างเลือนรางแต่นั่นกลับยิ่งทำให้ผู้คนหลงใหลเสียงพิณของนางงดงามจนราวกับสามารถดึงหัวใจผู้ฟังออกมาได้และในขณะเดียวกันกลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็ลอยกระจายอยู่ในอากาศไม่หวานจนเลี่ยนไม่แรงจนเกินไปแต่เป็นกลิ่นที่ทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสแล้ว…ไม่มีวันลืมเสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นในหมู่แขก“ได้ยินว่า