ี่กู้ยืมมาหมุนเวียนก็พอกพูนท่วมหัว ข้า…ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ นอกจากต้องยอมขายร้านค้าทอดตลาดไปทั้งหมด เพื่อปิดหนี้จากทุนสินค้าต้นทางเหล่านั้นเสียก่อน”
หลิวอันเซียงสะอื้นออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับสะดุ้งสุดตัว
“ข้าเองก็หนักใจกับเรื่องนี้จนนอนไม่หลับมาหลายคืน พยายามแล้วที่จะไม่ลากสกุลฉู่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะหากข้าจัดการหนี้เหล่านั้นไม่หมด เกรงว่าหนี้มหาศาลอาจตกมาเป็นภาระของสกุลฉู่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะสามีภรรยาด้วยเจ้าค่ะ”
คำว่า ‘หนี้มหาศาล’ และ ‘ภาระของสกุลฉู่’ พลันทำให้ฉู่จิ้งหยวนตื่นตัวขึ้นมาทันที เขาลืมความอับอายเรื่องข่าวลือก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ในหัวมีเพียงความคิดเดียวคือ เขาจะไม่ยอมเอาชื่อเสียงและทรัพย์สินส่วนตัวไปพัวพันกับหนี้เน่าจากการค้าของนางเด็ดขาด
เรื่องอันใดที่เขาจะต้องยอมลำบากไปจ่ายหนี้แทนสตรีที่ทำกิจการล้มเหลวด้วยกัน
“พอแล้ว! เรื่องการค้าของเจ้าก็ค่อย ๆ คิดหาทางแก้ไปก่อนเถิด”
ฉู่จิ้งหยวนรีบพูดตัดบททันควัน สีหน้าที่เคยโกรธแค้นเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง เขาไม่คิดจะสืบสาวราวเรื่องหรือซักไซ้ไล่เลียงหาความจริงต่อแม้เพียงครึ่งคำ ด้วยเกรงว่าหากอยู่นานกว่านี้ หลิวอันเซียงอาจจะเอ่ยปากขอให้เขาช่วยแบกรับหนี้สินเหล่านั้น
“ส่วนเรื่องงานวันเกิดข