ขัดเข้มงวดถึงเพียงนี้?”
ฉู่จิ้งหยวนที่นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“การค้าของสกุลฉู่เรากำลังมีปัญหาใหญ่ แม่ของเจ้าจำเป็นต้องนำทรัพย์สินทั้งหมดในคลังออกไปเพื่ออุดรอยรั่วตรงนั้นให้ทันท่วงที ยามนี้พวกเราจึงต้องรัดเข็มขัดและใช้จ่ายอย่างประหยัดไปสักระยะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่หยางก็เข้าใจในทันทีว่าสถานการณ์คงเข้าขั้นวิกฤต เพราะหากไม่ร้ายแรงถึงที่สุด มารดาที่ที่รักพวกเขาทั้งสามคนมากที่สุด ย่อมไม่มีทางปล่อยให้สำรับอาหารบนโต๊ะของสามีและบุตรดูซอมซ่อเช่นนี้แน่ ครั้นตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องราว เขาจึงไม่คิดจะซักไซ้ให้บิดาต้องลำบากใจต่อ
ฉู่หยางหันไปมองน้องสาวที่นั่งหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่เยว่เอ๋อร์ เรื่องนี้ก็เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เจ้าก็ฝืนกินไปก่อนเถิด อย่าให้ท่านแม่ต้องหนักใจไปมากกว่านี้เลย”
ฉู่ซือเยว่เม้มปากแน่น แม้ในใจจะอยากอาละวาดอีกเพียงใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งบิดาและพี่ชาย นางจึงทำได้เพียงกัดฟันยอมลงมือกินข้าวแต่โดยดี
ทว่าเพียงแค่ตะเกียบหยกคีบผักลวกจืดชืดเข้าปาก ความรู้สึกสากลิ้นและรสชาติที่ไร้ซึ่งความโอชะก็ทำให้ดวงตาของนางคลอไปด้วยน้ำตาแห่ง