วววาวจนตาพร่ามัวเลยทีเดียว
หลี่ชิงเฟิงพยายามปรับสีหน้าและท่าทางให้เป็นปกติ ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปทำความเคารพหลิวอันเซียงด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างรวดเร็ว
“คารวะฮูหยิน ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดฮูหยินจึงให้คนนำทรัพย์สินในคลังออกมามากมายถึงเพียงนี้?” เขาเอ่ยถามพลางลอบสังเกตสีหน้าของนายหญิงไปด้วย
หลิวอันเซียงเพียงปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเย็นเยียบจนคนมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ข้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้”
“เหตุจำเป็นใดหรือขอรับ?” หลี่ชิงเฟิงขมวดคิ้วแน่น พยายามเค้นเอาคำตอบ “หากเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น บ่าวเกรงว่า…”
“ข้าจำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ?”
น้ำเสียงที่เย็นเยียบและทรงอำนาจนั้นพลันทำให้หลี่ชิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอมเริ่มถอดสี เขาไม่เคยเห็นฮูหยินผู้หัวอ่อนและยอมคนผู้นี้แสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้มาก่อน ทว่าเขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ อ้างกเกณฑ์ของจวนขึ้นมาข่มขู่
“ไหนเลยบ่าวจะกล้าขอรับ เพียงแต่นี่เป็นทรัพย์สินในคลังสกุลฉู่ หาใช่สินเดิมส่วนตัวของฮูหยินไม่ ทุกการหยิบใช้จ่ายนั้น บ่าวจำเป็นต้องรายงานให้นายท่านทราบเสียก่อนขอรับ”
หลิวอันเซียงที่ได้ยินเช่นนั้น นางก็เหยียดยิ้ม