ษาไว้ได้
ดังนั้นไม่ว่าจะนิกายใด สำนักใด ผู้ฝึกตนที่ต้องการจะฝ่าขั้นนี้ก็จำต้องเดินทางแสวงหา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่บรรดาผู้มีอำนาจพยายามแผ่ขยายเขตแดนตน เพราะยิ่งมีพื้นที่มาก โอกาสที่ตำแหน่งฟ้าศักดิ์สิทธิ์กับพิภพลี้ลับจะปรากฏภายในก็สูงขึ้นตาม
“ดูท่าครานี้จำเป็นต้องออกทะเลแล้วจริง ๆ”
คิดได้ดังนี้ ลวี่หยางจึงหันไปถามซู่หนี่ว์:
“ภายนอกนิกายเป็นอย่างไรบ้าง… ไอ้หัวโล้นฝูหลงนั่น ยังไม่กลับสุขาวดีอีกหรือ?”
“เรียนนายท่าน… ยังค่ะ…”
สีหน้าซู่หนี่ว์ดูประหลาดขึ้นเล็กน้อย
“มิใช่เพียงไม่กลับ ที่จริงตลอดห้าปีมานี้เจ้านั่นวนเวียนอยู่แถว ๆ นิกายศักดิ์สิทธิ์แทบทุกวัน…”
“อ้อ?”
ลวี่หยางเลิกคิ้ว แววตาพลันฉายประกายสนใจ:
“มันรอข้ารึ? ดูท่าเจ้าหลวงพ่อจะยังติดใจ คิดว่าข้าจะออกไปประลองกับมันอีกกระมัง?”
ซู่หนี่ว์พยักหน้าเบา ๆ และกล่าวต่อ:
“ที่จริงช่วงหลัง ๆ นี้ ชื่อเสียงของนายท่านยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เจินเหรินทั้งหลายต่างยกท่านว่าเป็นยอดฝีมือผู้เล่นกับกรรมและลิขิต สังหารขั้นวางรากฐานช่วงกลางด้วยร่างขั้นต้น เรื่องเช่นนี้แม้แต่ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็แทบไม่เคยมี…”
“ทุกคนเรียกท่านว่า…”
ซู่หนี่ว์หยุดคำทันที
ลวี่หยางยิ่งสนใจขึ้น:
“พวกเขาว่าอย่างไร? ว่าข้ามีอานุภาพลี้ลับ สติปัญญาเทียมฟ้า กำราบศัตรูเหนือขั้น เหมือนเทพอัจฉริยะอะไรสักอย่าง?”
ซู่หนี่ว์แอบชำเลืองลวี่หยางด้วยแววตาหวั่น ๆ
“…พวกเขาว่า… ท่านอ๋องเชี่ยวชาญเรื่องเ