สวีข่ายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวเช่นกัน แต่เรื่องที่เหนือความคาดหมายคือ ครั้งนี้หมิงจูไม่ได้อาละวาดลงไม้ลงมือ
เธอจ้องมองสวีข่ายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความแค้น คมกริบราวกับใบมีด เพียงแค่มองก็รู้สึกเหมือนถูกแทงจนร่างพรุน!
“นายตาบอดหรือ? ตาไหนที่เห็นว่าฉันไปมั่วกับผู้กองเจียง? พวกเราเปลือยกายแล้วเชิญนายเข้ามาเป็นพยานหรือไง?!”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยได้ยินคำพูดไร้ยางอายของหมิงจู ใบหน้าพลันแดงก่ำ เธอกระทืบเท้าเต้นเร้าๆ “หมิงจู แกมันหน้าด้านไร้ยางอาย! พูดจาน่ารังเกียจแบบนี้ออกมาได้ยังไง!”
หมิงจูพูดอย่างใจเย็น “พวกแกต่างหากที่ใส่ร้ายฉัน ป้ายสีกันขนาดนี้ยังคาดหวังให้ฉันพูดเรื่องสามความงามสี่คุณธรรมอีกหรือ? ที่ฉันไม่ได้ซ้อมพวกแก เพราะฉันเป็นหมิงจูที่อ่อนโยนและใจดีต่างหาก!”
แต่สวีข่ายกลับพูดอย่างมีเหตุผล “ใครใส่ร้ายเธอ! ถ้าเธอกับเจียงตั่วบริสุทธิ์ใจกันจริง แล้วทำไมพวกเธอมาอยู่กันตามลำพังในห้องใต้ดินแบบนี้!”
หมิงจูตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ห้องใต้ดินที่บ้านฉันมีหนู ฉันเลยเชิญผู้กองเจียงเข้ามาช่วยจับพวกมัน ไม่ได้หรือไง?”
สวีข่ายมีใบหน้าสุภาพแต่จิตใจกลับชั่วร้าย เขาหันกลับไปมองกลุ่มคนที่มามุงดูความวุ่นวาย ก่อนพูดด้วยเสียงเยาะเย้ย “นี่เธอคิดว่าพวกเราเป็นค