ำพูด เพราะในตอนที่เตรียมจะมอบหยกชิ้นนี้ออกไป เขาเอาแต่คิดว่าข้ออ้างเมื่อสักครู่นี้สามารถทำให้เสี่ยวเย่เชื่อแน่นอน แต่ไม่คิดเลยว่าถ้าหากล้มเหลวควรจะพูดอะไรดี
แต่ว่าตอนนี้ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถที่จะเก็บหยกชิ้นนี้เอาไว้ เขาจึงพูด : “ถ้าหากว่าคุณไม่ต้องการ ผมก็จะโยนทิ้งไปแล้วกัน ยังไงซะผมก็ไม่ได้ชอบ”
เมื่อได้ยินเฉินเฟิงพูดแบบนี้ เสี่ยวเย่ถึงกับลังเลใจขึ้นมา แต่ว่าเธอสับสนอย่างมาก
“คุณชายเฉิน คุณไม่ต้องบังคับฉันจะได้ไหมคะ หากฉันรับของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้จากคุณ ฉันไม่รู้เลยว่าควรจะตอบแทนคุณคืนอย่างไรดี”
เฉินเฟิงตอบ: “แต่สำหรับผมแล้ว มันไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยเมื่อเทียบกับความสุขของเสี่ยวเย่ คุณก็รู้ว่าคุณชายเฉินนั้นมีเงินตั้งมากมาย ของพวกนี้อยากได้เท่าไหร่ คุณชายเฉินก็สามารถซื้อได้ทั้งนั้น แต่การจะได้เห็นเสี่ยวเย่มีความสุขนั้น กลับเป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยมาก”
“แต่ว่าคุณชายเฉิน……” เสี่ยวเย่ยังคงดึงดัน
เฉินเฟิงที่เห็นอย่างนั้นจึงแสร้งทำเป็นจะโยนหยกนั้นลงเขาไป เสี่ยวเย่ที่กังวลจึงเอื้อมมือออกไปห้ามเฉินเฟิงเอาไว้
เฉินเฟิงพูดแนะ: “ถ้าหากว่าเสี่ยวเย่รู้สึกติดหนี้ผม อย่างนั้นก็มอบของขวัญชิ้นหนึ่งที่เป็นสิ่งของที่มีเพียงเสี่ยวเย่สามารถทำได้เพียงคนเดียวให้กับผมแทน แบบนี้มันก็จะกลายเป็นของที่ล้ำค่ายิ่งกว่าหยกชิ้นนี้แล้ว”
เสี่ยวเย่ได้แต่ยึกยักอยู่นาน และในที่สุดก็ไม่กล้าที่จะยืนกรานอีกต่อไป เพราะเธ