มีตาแต่ไร้แววของตัวผมเองทั้งนั้น ”
เฉินเฟิงตอบกลับด้วยความอดกลั้น: “ผมรู้ดีว่าหากคุณรู้ถึงตัวตนของผมเร็วกว่านี้ก็คงจะไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่นอน แต่ที่น่าเสียดายก็คือคุณได้ทำไปแล้ว และสิ่งที่เคยทำไปแล้วเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้จากโลกนี้ ”
ไป๋ซูที่ได้ยินแบบนั้นจึงลุกขึ้นยืนด้วยความหมดหนทาง
“ในเมื่อพูดอย่างนี้แล้วผมก็คงต้องขอตัวลาก่อน และจะไม่มารบกวนคุณชายเฉินอีก ”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินจากไป
กระทั่งเขาเดินไปได้สิบกว่าเมตร เฉินเฟิงก็ตะโกนเรียกห้ามเขาเอาไว้
“คุณ กลับมา”
ไป๋ซูประหลาดใจจนต้องหันหลังกลับไปมองเฉินเฟิง จนแน่ใจว่าเสียงตะโกนเมื่อสักครู่นั้นเป็นของเฉินเฟิงจริงๆ
เขาไม่ได้ถูกกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจใดๆ เพียงแต่เมื่อเฉินรู้ว่าเฉินเฟิงเรียกเขาจริงๆ เขาจึงเดินกลับไป
“คุณชายเฉินยังมีธุระอะไรอีกหรอครับ?”
เฉินเฟิงถามด้วยความอยากรู้: “คุณไม่รู้สึกโกรธกับสิ่งที่ผมเพิ่งทำไปเมื่อสักครู่นี้เลยหรอ?”
ไป๋ซูตอบกลับ: “แน่นอนว่ามีความโกรธภายในใจ แต่เรื่องบางอย่างสามารถที่จะทำได้ แต่เรื่องบางอย่างก็ไม่ควรที่จะทำเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนี้ตัวผมเองเข้าใจดี ”
เมื่อฟังประโยคนี้ของเขา จู่ๆ เฉินเฟิงก็รู้สึกมีความสนใจขึ้นมา
“ผมรู้สึกชอบนิสัยหัวแข็งของคุณก่อนหน้านี้มากกว่านะ”
แต่ไป๋ซูกลับนิ่งเฉยไม่ตอบกลับอะไรทั้งสิ้น
“ในเมื่อคุณอยากให้ผมอภัยให้คุณ อย่างนั้นคุณช่วยไปจัดการเรื่องหนึ่งแทนผมหน่อย ถ้าหากคุณทำสำเร็จ ผ