งแกร่งที่สุดของฝ่ายตรงข้าม ทำลายสมบัติในมือมัน แล้วฉวยโอกาสฝ่าวงล้อมออกไป พักฟื้นชั่วระยะ ก่อนย้อนกลับมาเก็บอีกฝ่ายหนึ่ง
แผนสมบูรณ์แบบ
ปัญหาเดียวคือจะชักจูงพวกคนมีค่าเหล่านี้ให้ไป “ส่งหัว” ไม่สิ “บุกฝ่า” อย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้เขาลงดาบ
แต่สิ่งที่ลวี่หยางไม่คาดก็คือ
เมื่อเขากล่าวแผนการจบ เหล่าศิษย์สืบทอดของนิกายศักดิ์สิทธิ์กลับไม่มีใครคัดค้าน กลับพากันพยักหน้า สีหน้ารับฟังยอมรับอย่างจริงใจ
“ท่านเจินเหรินเห็นการณ์ไกลแท้ แนวทางนี้มีโอกาสชนะสูงสุดจริง ๆ”
“ยังไงก็ดีกว่าปล่อยให้พวกเรารับหน้าตรง ๆ”
“เช่นนั้นก็ทำตามนี้เลยเถอะ!”
ไม่ต้องกล่าวอธิบายมาก แผนถูกตัดสินแน่นอนในทันที
ลวี่หยางเพิ่งเข้าใจ ศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์นั้นคุ้นเคยกับการเป็น “คนมีค่า” เสียจนไม่ยี่หระอะไรทั้งสิ้น ขอเพียงผลลัพธ์สุดท้ายเป็นคุณแก่พวกตน ทุกอย่างก็รับได้
พูดอีกอย่าง นี่ต่างหากคือหนทางอยู่รอดของศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์
จากศิษย์รวมลมปราณชั้นต่ำสุด เป็น “คนมีค่า” ที่ดีให้ได้ ก่อนค่อย ๆ กลายเป็น “คนมีคุณค่า” แล้วสุดท้ายจึงได้เป็น “คนจริง”
แผนมั่นคงแล้ว ก็ถึงเวลาตัดสินเป้าหมายสังหาร
ในจุดนี้ ทุกคนก็ไม่มีความเห็นต่าง เป้าหมายเป็นสุขาวดี เพราะหมู่มังกรในแปดหมู่แห่งสุขาวดี ถูกลวี่หยางฆ่าเกลี้ยงไปแล้ว
โอกาสชนะสูงกว่า ความเสี่ยงที่ต้องสละน้อยกว่า
ขณะเดียวกัน ภายในจุดรวมตัวของสุขาวดี
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? กว่างฮุ่ยตายแล้ว?”
เมื่อ