งเมื่อคืนนี้ ทำให้หลงหลินก็นอนไม่หลับเหมือนกัน
เฟิ่งซีมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ เฉินเฟิงจึงได้แต่หาเหตุผลมาอธิบายว่า “คือว่าเมื่อคืนตื่นมาตอนดึกเห็นไฟในห้องหนังสือยังไม่ปิด ก็เลยสงสัยถามดูเท่านั้นเอง”
แต่ว่าท่าทีของเฟิ่งซีที่ดูเหมือนไม่เชื่อ เฉินเฟิงจึงพูดว่า “งั้นคุณคิดว่ายังไงล่ะ ฉันคงไม่ได้คิดถึงพี่สาวคุณหรอกนะ”
เฟิ่งซีพูดด้วยหน้าตาทะเล้นว่า “แล้วใครจะไปรู้ล่ะ คุณอาจจะชอบนิสัยเยือกเย็นของพี่สาวฉันก็ได้นะ”
เฉินเฟิงก็ทำตาถลนใส่เธอ
ส่วนเฟิ่งซีกลับไม่สนใจ ได้แต่พูดต่อไปว่า “แต่ว่าถ้าคุณชอบพี่สาวฉันจริงๆ ฉันช่วยคุณได้นะ ถ้าหากพี่สาวมีเพื่อนคู่ใจแล้ว ฉันก็จะดีใจมากเลย”
เฉินเฟิงกลับเห็นท่าทีกังวลใจของเฟิ่งซีแล้ว นึกสนุกขึ้นมา จึงพูดกระเซ้าว่า “ถ้าพี่สาวคุณไปมีคนอื่นแล้ว งั้นคุณจะทำยังไงดีล่ะ ถึงเวลานั้นก็เหลือแต่คุณคนเดียวเลยนะ คุณไม่เหงาเหรอ?”
เฟิ่งซีพูดว่า “ถ้าพี่สาวเธอยอมตกลง ฉันก็จะตามพี่สาวไปด้วย แต่ถ้าเธอไม่ยอม ฉันก็จะอยู่ที่นี่จนแก่เฒ่า อยู่เป็นเพื่อนอาจารย์ไงล่ะ”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงที่ราบเรียบของหลงหลินดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“อะไรที่ว่ายอมหรือไม่ยอม แกพูดเพ้อเจ้ออะไรอีกแล้ว”
มองไปตรงหน้าประตู สีหน้าของหลงหลินก็ไม่ค่อยดีเช่นกัน เพียงแต่ดูเหมือนจะกลบเกลื่อนเอาไว้ กลับดูไม่ค่อยรุนแรงเท่าไหร่นัก
เฉินเฟิงก็ได้แต่มองแค่แวบเดียว ก็รีบหลบสายตาไป ถึงแม้หลงหลินให้เขาลืมให้ห