ารลดตัวเองลงไป จึงได้เพียงเดินไปยังเคาน์เตอร์ก่อนจะวางเอาเสื้อผ้าที่ตัวเองเลือกเอาไว้วางลงไป
เธอหันไปพูดกับพนักงาน: “คอลเลคชั่นใหม่ในเดือนนี้ไม่ค่อยจะถูกใจเลยจริงๆ ฉันไม่มีความอยากซื้อเลยสักเท่าไหร่”
พนักงานคนนั้นตอบกลับหญิงสาวคนนั้นด้วยรอยยิ้ม: “พี่เหมย ต้องขอโทษจริงๆ ด้วยนะคะ เดือนหน้าหากคอลเลกชั่นใหม่เข้าแล้วสัญญาเลยว่าจะแจ้งให้กับคุณเป็นคนแรกเลยค่ะ”
หญิงสาวคนนั้นตอบกลับอย่างหมดความสนใจ: “เอาเถอะๆ ฉันไม่ได้ว่าอะไรพวกเธอสักหน่อย ฉันก็แค่ถูกคนบางคนทำลายความรู้สึกสนใจก็เท่านั้น”
เดิมทีหลี่จื่อเยว่ไม่อยากที่จะทะเลาะกับเธออีก แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ทำให้เธอต้องเดินเข้าไปด้วยสีหน้าที่โกรธเคือง
“คุณกำลังว่าใครกันแน่?คุณเองนั่นแหละที่สำส่อน สำส่อนทั้งตระกูล”
ทางด้านเฉินเฟิงเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อกี้ที่หญิงสาวคนนั้นพูดถึงคือตัวเองและหลี่จื่อเยว่ เขาจึงเดินเข้าไปด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
แต่หญิงสาวคนนั้นกลับมองหลี่จื่อเยว่ด้วยท่าทีรังเกียจ ก่อนจะพูดอย่างเยาะเย้ย: “ไร้การสั่งสอนก็คือไร้การสั่งสอน อย่าคิดว่าตัวเองสวยแล้วจะไม่มียางอาย เวลาซื้อของก็ต้องเกาะแกะผู้ชาย ไม่รู้จริงๆ ว่าใช้เงินของใคร”
เมื่อพูดจบ เธอก็ยกถุงเสื้อผ้าพร้อมเดินออกไป
แน่นอนว่าเมื่อเป็นแบบนี้หลี่จื่อเยว่ไม่มีทางปล่อยเธอไปอยู่แล้ว ทั้งยังเดินเข้าไปขวางหน้าเธอคนนั้นทันที พร้อมกับพูดด้วยความขุ่นเคือง : “ฉันใช้เงินของตัวเอง ทั้