สูงสุด
จากปลายฟ้า แสงทองสายหนึ่งเริ่มทอรุ่ง
แสงทองทะลุพิภพ พันลี้เพียงชั่วพริบตา พลันฉายลงต่อหน้าเขาอย่างเต็มเปี่ยม แล้วแยกออก เผยให้เห็นเงาแสงหลายชั้นซ้อน
ภายในแสงเงานั้น ปรากฏเงาร่างเหล่าภิกษุผู้หนึ่งแล้วผู้หนึ่งอีก ทุกร่างมีเค้าหน้าขรึมขลัง องอาจสง่า บางถือไม้เท้า บางห่มจีวร บางคล้องลูกประคำ บางอุ้มบาตรทอง ล้วนแต่งกายแปลกตา บ้างมีสามเศียรหกกร บ้างมีตาที่หน้าผาก เรียงแถวกลางอากาศดุจแนวรบฟ้า
ทันใดนั้น ทั้งหมดเปล่งวาจาพร้อมกัน
“อมิตาภะ!”
ถ้อยคำสี่คำ แต่ละคำล้วนดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางนภา เกิดเป็นเสียงอัสนีกัมปนาทสะท้านฟ้าดั่งคลื่นทะเลซัดโถม กวาดม้วนถาโถมมายังทั้งสองคน
“อึก…!”
ใบหน้าของฉินเทียนเหอซีดเผือดลงเล็กน้อย วิชาเสียงวัชระสัจธรรมยิ่งคนมากยิ่งแกร่ง พอเปล่งพร้อมกันเช่นนี้ก็สร้างแรงกดดันมหาศาลแก่เขาแล้ว
แต่ในเวลานั้น ลวี่หยางกลับย่างเท้าไปข้างหน้าเพียงก้าว ดวงจิตซึ่งแปรเปลี่ยนด้วยเคล็ดไหมสวรรค์เห็นตนตัดภวังค์หาได้หวั่นเกรงเสียงศักดิ์สิทธิ์ฟ้าร้องใด ๆ เพียงย่างก้าวเดียว กวาดจิตออก เสียงพุทธะทั้งปวงเมื่อเข้าสู่ระยะสามศอกรอบกายก็สลายวับไปราวไม่เคยมีอยู่
ครานั้น ลวี่หยางเพียงลำพังเผชิญหน้าผู้คนกว่าร้อย กลับยืนนิ่งสงบเฉกเช่นธารหิน
แต่ตรงข้ามกลับกัน ผู้นำคณะเหล่าภิกษุที่มาถึงครานี้ชื่อกว่างฮุ่ย ครั้นเห็นภาพตรงหน้า ใจพลันหวั่นไหว
…มิใช่ว่ามีคนร่วมศึกหลายสิบถึงร้อยหรอกหรือ?
“กว่างหมิง?”
กว่า