ามนิ่งเงียบตลอดทางของชิงจือก่อนหน้านี้เกือบจะทำให้เขาเข้าใจว่าชิงจือเป็นคนถ่อมตนแล้ว
เขาจึงรีบกล่าวขอโทษทันที
“เปล่า ผมก็แค่……”
แต่ชิงจือกลับพูดขัดคำของเขา “ถึงแม้ว่าคุณจะไปด้วยหรือไม่มันก็ไม่ต่างกัน แต่คุณติดตามฉันเอาไว้น่าจะดีกว่า”
หลังจากที่เดินวนไปได้พักหนึ่ง สุดท้ายเฉินเฟิงก็ไปกับชิงจือ ถึงแม้การร่วมทางแบบนี้จะเหมือนกับการถูกบังคับก็ตาม
พวกเขาขับรถคันหนึ่งที่ไปเช่ามาจากร้านเช่ารถ เฉินเฟิงเหลียวมองไปยังชิงจือที่เอาแต่เก็บตัวเงียบ เขาอยากจะถามว่าพวกเขากำลังจะเดินทางไปที่ไหนกันแน่ แต่สุดท้ายกลับไม่กล้าที่จะถาม
ทุกครั้งที่เกิดคลื่นลมก็มักจะนำเอาพายุทรายขนาดใหญ่พัดมาด้วย กระทั่งพายุทรายสงบลง พวกเขาก็สามารถมองเห็นคนเดินจูงฝูงวัวค่อยๆ เดินผ่านไป และหลังจากที่ขับรถบนถนนสายนี้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เฉินเฟิงก็ไม่อาจเก็บความรู้สึกสงสัยของเขาได้อีกต่อไปจึงได้ถามขึ้นมา
“คุณควรจะบอกผมหน่อยสิว่าเรากำลังจะไปที่ไหน นี่คุณจะให้ผมขับรถตรงไปเรื่อยๆ แบบนี้อีกเดี๋ยวก็จะไปถึงอีกเมืองแล้วนะ”
ชิงจือหันมาจ้องเขาด้วยสายตานิ่งขรึม “รอให้ถึงที่แล้ว ฉันจะบอกคุณเอง”
เมื่อถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ เฉินเฟิงจึงได้เพียงแต่ปิดปากเงียบ แล้วกลับไปเป็นคนขับรถอย่างเงียบๆ
หลังจากผ่านสิบกว่านาที ชิงจือก็เปิดปากพูดขึ้นมา “เข้าไปตรงนี้”
“แต่ว่าตรงนี้ดูเหมือนจะไม่มีถนนนี่หน่า?”
เฉินเฟิงถามอย่างประหลาดใจ แต่กลับได้รับเพียงความเ