นหน้าจะกระเพื่อม
แต่พวกเฉินเฟิงสองคนไม่กล้าดูแคลน คนๆนี้ฝีเท้ามั่นคง นิ่งสงบ ก้าวเท้าแต่ละก้าวมั่นคง ดูออกว่าเป็นผู้ที่ฝึกมาดี
แค่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เฉินเฟิงประหลาดใจ ทำไมจู่ๆถึงมียอดฝีมือโผล่ออกมา
เฉินเฟิงกับสือโพ่จุนจึงถามออกไป แล้วเดินตามชายอ้วนไป
ด้านในใหญ่มาก เสามังกร เชิงมังกร เหมือนพระราชวัง ดูอลังการ
แต่นี่ไม่ใช่จุดที่ดึงดูดเฉินเฟิงได้ สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาคือชายชราเครายาวที่นั่งอยู่
ผมยาวถักเปียสามสี่ปล้อง แล้วหัวล้าน
พอเฉินเฟิงเข้ามา ชายชราก็หรี่ตามอง
สือโพ่จุนกระซิบข้างหูเฉินเฟิงว่าชายชราคนนี้คือหวางลั่วปิง
เฉินเฟิงเคยเห็นรูปฝ่ายตรงข้าม จึงไม่ต้องให้สือโพ่จุนเตือน เขาเองก็จำได้
นอกจากหวางลั่วปิง เฉินเฟิงยังรู้จักคนอีกคน
ก็คือชายวัยรุ่นที่สวมนาฬิกาคิงส์ตันที่เจอที่บาร์บาร์เยว่เฟยในวันนั้น
เฉินเฟิงเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่
รอจนทั้งคู่ไปนั่งตรงหน้าคนเจ็ดแปดคน ชายอ้วนจึงแนะนำตัวพูดว่า
“ทุกท่าน คิดว่าทุกท่านคงจะรู้จักแล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใคร แต่ผมก็ยังต้องแนะนำอยู่ดี คนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในสมาพันธ์เยี่ยนจิงที่จะได้เป็นปรมาจารย์คนต่อไป อายุน้อยขนาดนี้สามารถเข้าใกล้หั้วจิ้งขั้นสูงสุด เคยออกสมรภูมิมานับร้อย คุณท่านหวังถ้าประมาทระวังจะเสียเปรียบ”
เขาพูดเหมือนล้อเล่น
แต่ความหมายของคำว่าพรสวรรค์ออกจะยกยอเฉินเฟิงไปหน่อย
ที่ผ่านมาวิทยายุทธ์เป็นที่หนึ่งเสมอ จะต้องมีก