บนี้เขาไม่อาจยอมรับได้ และทนไม่ได้เช่นกัน
โบราณกล่าวไว้ว่า ตีคนอย่าตีที่หน้า เวลาด่าอย่าแฉข้อเสีย วันนี้แผนของเขาล่มไม่เป็นท่าเพราะการตบทีเดียวจากเฉินเฟิง
สัมผัสกับความอัปยศในใจ จั่วจู้คำรามครั้งหนึ่งก่อนจะดิ้นรนที่จะลุกขึ้นเพื่อสู้กับเฉินเฟิง
ทว่าเมื่อเขาเพิ่งลุกขึ้นยืนได้ เฉินเฟิงมือไวตาไว ฉับพลันก็ยื่นขาไปเตะช่วงน่องของจั่วจู้
“คุกเข่า!”
เฉินเฟิงยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงกร๊อบดังขึ้น กระดูกช่วงน่องของจั่วจู้แตกหัก ร่างกายสูญเสียการทรงตัวจนคุกเข่าลง
เมื่อสักครู่ที่โดนตบจนล้มลง จั่วจู้ก็รู้สึกอัปยศอย่างใหญ่หลวงแล้ว เพิ่งคิดที่จะยืนขึ้นก็ถูกเฉินเฟิงเตะขากระดูกหักจนต้องคุกเข่าลงต่อหน้าคนนับหมื่นอีก
ถึงแม้จะคุกเข่าอยู่ทว่าจั่วจู้ก็ถือเป็นชายชาตินักรบ กลั้นความเจ็บปวดแล้วฝืนที่จะลุกขึ้นเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของบูชิโดของประเทศญี่ปุ่น
เฉินเฟิงไม่เคยออมมือกับศัตรู เมื่อเห็นว่าจั่วจู้จะลุกขึ้นยืน เฉินเฟิงจึงเตะไปอีกครั้ง
จั่วจู้คุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง
การเตะครั้งนี้เฉินเฟิงถือว่าควบคุมแรงแล้ว ทว่าเนื่องจากความเฉื่อย จั่วจู้จึงหน้าทิ่มพื้นพร้อมมีเลือดสีแดงสดไหลท่วม
“ไอ้สารเลว นอกจากเล่นทีเผลอแล้วแกยังทำอะไรได้อีก? มีปัญญาก็มาสู้กันตัวต่อตัวกับฉันสิ!”
ความอัปยศครั้งใหญ่นี้ทำให้จั่วจู้แทบกระอักเลือด เขาพยายามดิ้นรนที่จะลุกขึ้นยืน ทว่าเฉินเฟิงกลับเอาเท้าเหยียบค้างไว้ที่คอของเขาทำให้จั่วจู้ขยับตัว