้ว อย่างน้อยตอนนี้เป็นแบบนี้” เฉินโป๋ยุงหยุดฝีเท้าลง แต่ไม่ได้หันหน้ามา พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “อีกอย่าง หากเธอยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ งั้นต่อให้มีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
“คุณ….” หวังซิ่วหลันอึ้ง คิดไม่ถึงว่าเฉินโป๋ยุงจะพูดจาโหดเหี้ยมแบบนี้ออกมา
“คุณหุบปากไปเลย ผมเหนื่อยแล้ว อยากอยู่เงียบๆคนเดียว” ครั้งนี้ ไม่รอให้หวังซิ่วหลันพูดเสร็จ เฉินโป๋ยุงหันมา ตะคอกพูดขึ้นด้วยสีหน้าดุดัน
หวังซิ่วหลันตกใจจนตัวสั่น กลืนคำพูดที่มาถึงคอกลับลงท้องไป
ในฐานะที่เป็นภรรยาเฉินโป๋ยุง เธอรู้ดี ปกติเฉินโป๋ยุงจะไม่โมโหเช่นนี้ หากโมโหขึ้นมา เธอไม่ควรที่จะไปยุ่งเป็นการดีที่สุด ไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาจะแย่มาก
แต่ว่า ถึงแม้หวังซิ่วหลันจะโมโหใส่เฉินโป๋ยุงไม่ได้
แต่ความเกลียดชังที่มีต่อเฉินเฟิงนั้น ถึงจุดสูงสุดที่ไม่อาจหวนคืนแล้ว เกลียดจนแทบอยากกินเนื้อ ดื่มเลือดของเฉินเฟิง
และตอนนี้ เธอยิ่งเป็นห่วงความรู้สึกของเฉินอิงโร เมื่อรู้ข่าวนี้แล้ว
ในขณะเดียวกัน สถานพักฟื้นหรูแห่งหนึ่งในยันเจียง
หลังจากที่พวกผู้ป่วยทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว กลุ่มคนสามถึงห้าคนพร้อมผู้ดูแลยืนคุยกันอยู่
ส่วนเฉินอิงโร กำลังกำมือถือในมือแน่น อยู่ในห้องพิเศษห้องหนึ่ง เหมือนกำลังรอข่าวอะไรบางอย่าง
เวลานี้ พยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“คุณเฉิน เมื่อกี้ได้ทราบข่าวว่า การต่อสู้ระหว่างเฉินเฟิงกับจิ่งเถิงจบสิ้นแล้ว….” พยาบาลพูด