ับชาติมาเกิด ก็เป็นโอกาสทองที่จะสลัดเหตุและผลของชาติก่อนไป มีผู้ใดเล่าจะออกปากยอมรับฐานะเดิม กลับไปรับเหตุและผลนั้นอีก?
สิ้นคำ เพียงเห็นจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าโน้มกายลง หยิบดินเหลืองขึ้นมากำหนึ่ง ใช้พลังวิชากลั่นแปรอยู่ครู่หนึ่งแล้วโปรยร่วงลงสู่พื้น ดินเถ้าผุดรากงอกงามขึ้นฉับพลัน แปรเปลี่ยนเป็นก้อนดินมหึมา จากนั้นดวงจิตเขาก็สถิตเข้าไป พลันทำให้ก้อนดินนั้นกลายเป็นรูปลักษณ์ของเขาในพริบตา
“แม้จะเป็นเพียงร่างดินศิลา แต่ก็นับว่าพอใช้งานได้”
จ้าวยอดเขาปะสานฟ้าพึมพำแผ่วเบา ระหว่างที่ริมฝีปากเคลื่อนไหว ดินกรวดก็ยังร่วงหล่นไม่หยุด แต่ถึงอย่างไร ดวงจิตก็มีที่พักพิงชั่วคราวแล้ว
ตูม!
ในขณะที่จ้าวยอดเขาปะสานฟ้ากำลังร่ายวิชา ลวี่หยางเองก็มิได้นิ่งเฉย ภายในตำหนักเหยียนโม่เสียงสังหารฟันคำรามสะท้านสะเทือน อสูรวิญญาณมากมายปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา
เหล่าอสูรวิญญาณในยามนี้ล้วนถือศาสตราคม สวมเกราะแข็ง ใบหน้าเขี้ยวโง้งตาเขียว ท่าทางดุร้ายเกรี้ยวกราด หากแต่ยืนเป็นขบวนชัดเจน มีทั้งกองพลผีและแม่ทัพอสูร ก้าวหน้า ถอยหลัง ล้วนเป็นระเบียบ เพียงลวี่หยางรำลึกในใจ ก็พร้อมพุ่งตรงเข้าประชิดจ้าวยอดเขาปะสานฟ้า
“เพียงหมู่ภูตผีปีศาจ คิดมาล่วงเกินกายธรรมข้า?”
เมื่อเห็นฉากนั้น จ้าวยอดเขาปะสานฟ้าก็หัวเราะเย็นชา ในวินาทีนั้นเอง แสงวิญญาณสายหนึ่งลอยขึ้นจากกระหม่อม แบ่งออกเป็นสองขั้ว หยิน–หยาง ดำ–ขาว เผยความเร้นลับอันยิ่งใหญ่
เมื่อเ