าดูถูกตัวเองแบบนั้น นายเป็นศิษย์ก้นกุฏิของผู้อันดับสูงสุด ไม่มีใครมีสิทธิ์ใช้กระบี่ของผู้อันดับสูงสุดมากไปกว่านาย” สือโพ่จุนพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เขาเข้าใจความหมายของเฉินเฟิง เฉินเฟิงกลัวตัวเองจะทำชื่อเสียงเซียวกั่วจงมัวหมอง แต่ในสายตาเขา ความกังวลนี้ของเฉินเฟิงมันไม่จำเป็นเลยสักนิด ถึงคนของสมาคมการค้าเชียสุ่ยจะเก่ง แต่เฉินเฟิงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
อย่างอื่นอย่าพึ่งพูด เอาแค่เฉินเฟิงอายุยี่สิบห้าปีก็ได้สำเร็จขั้นปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ เรื่องนี้ก็ถือเป็นยอดคนรุ่นใหม่ในหมู่เก้าปรมาจารย์ได้แล้ว
การที่หนานกงโสงมอบกระบี่นี้ให้เฉินเฟิง มีสาเหตุหลักคือ ตัวเฉินเฟิงเอง ถ้าเขาไม่พอใจเฉินเฟิง อย่าว่าแต่เฉินเฟิงเป็นศิษย์ก้นกุฏิของเซียวกั่วจง ต่อให้เขาเป็นลูกชายเซียวกั่วจง หนานกงโสงก็ไม่ยอมมอบกระบี่ให้หรอก
“งั้นรบกวนพี่สือส่งกระบี่มาละกันครับ” เฉินเฟิงบอก สือโพ่จุนพูดถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเขายังไม่ยอมรับกระบี่อีก ดูจะเกินไปหน่อยละ
“ได้ รอพี่ครึ่งชม.”
ครึ่งชม.ผ่านไป เฉินเฟิงก็ได้เห็นกระบี่ที่สือโพ่จุนเอามาให้
มันเป็นกระบี่โบราณยาวสี่ฟุต ตัวกระบี่กระจ่างใสจนสามารถสะท้อนใบหน้าคนได้
ที่แปลกไปกว่านั้น ตัวกระบี่มีออร่าความเย็นแผ่กำจายออกมา ความเย็นนี้ต่อให้อยู่ห่างไปหลายเมตรยังรู้สึกได้เลย
“เฉิงโยว”
สือโพ่จุนยิ้มบอกว่า: “ตามที่ผู้อันดับสูงสุดบอกมา กระบี่นี้มีชื่อว่าเฉิงโยว เป็นผลงานของโอวหยางเหย่ป