อกมา”
ซงเต่าเฟิงตกใจเล็กน้อย “คุณเฉินเฟิง คุณหมายความว่ายังไง?”
“เปล่า พูดไปเรื่อย” เฉินเฟิงโบกมือปฏิเสธ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ตัวจริงของซงเต่าเฟิงเขามองออกหรือว่ามองออกบอกบ้าง ส่วนรายละเอียดนั้นไม่รู้มากมายนัก แต่ประมาณการได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักทูตประเทศญี่ปุ่นแน่นอน
ถ้าซงเต่าเฟิงเป็นคนในกลุ่มนักทูตแล้วละก็ งั้นถ้าเขารู้ว่าตนเองเป็นลูกศิษย์ของเซียวกั่วจง คงต้องเสียใจที่หลุดปากพูดคำนั้นออกมา
“หลุดปากพูดงั้นเหรอ?” ซงเต่าเฟิงเหมือนพูดกับตนเอง นัยน์ตาทอประกายอยู่แสบหนึ่ง
หลังจากที่ซงเต่าเฟิงส่งเรือสำราญเป็นของขวัญให้แล้ว แขกเหรื่อคนอื่นที่อยู่ในงาน ต่างมาที่ด้านหน้าของฉู่ชีงฉือ แล้วเริ่มจัดการส่งของขวัญให้
แรกเริ่มมีเพียงไม่กี่คน ฉู่ชีงฉือยังรับไว้ พอตอนหลัง ฉู่ชีงฉือให้พ่อบ้านโจวเป็นรับแทน
หลังจากที่เหนื่อยล้าในการรับของขวัญแล้ว ตนเองก็ลากเฉินเฟิงมาที่ห้องประชุมเอาไว้รับแขกอีกห้องหนึ่ง
หลังจากที่มาถึงห้องประชุมที่เอาไว้รับแขกแล้ว เฉินเฟิงถึงได้พบว่า หน้าต่างจรดพื้นให้ห้องประชุมที่เอาไว้รับแขกนั้น มีคนรูปร่างสูงสง่า ผู้ชายที่ท่าทางอายุสามสิบกว่ากำลังยืนมือไพล่หลัง มองด้านนอกกระจก
“พี่ใหญ่ ฉันพาตัวเฉินเฟิงมาแล้ว” หลังจากเข้ามาในห้องแล้ว ฉู่ชีงฉือพลันเรียกผู้ชายคนนั้นพร้อมทั้งยิ้มแย้มแจ่มใสให้กับผู้ชายคนนั้น
เมื่อได้ยินเสียงชีงฉือ ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มให้พร้อมทั้งส่ายหน้าไปมาอย่าง