นแล้ว”
“ศิษย์พี่อวี้ยังถือว่าดีไม่น้อย ในใจเดิมทีก็มีความปรารถนาจะบำเพ็ญเซียนอยู่แล้ว ข้าจึงไม่จำต้องเร่งรั้งให้นางคิด ทุกสิ่งล้วนเกิดจากใจจริงของนางเอง”
นั่นย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
อย่างไรเสีย ลวี่หยางก็ยังไม่อาจเทียบได้กับผู้บรรลุวางรากฐานแท้จริง ยังห่างไกลนักที่จะทำได้อย่างเป็นธรรมชาติสมบูรณ์เหมือนพวกนั้น หากเขาจงใจไปสั่นไหวจิตใจผู้อื่น ก็ง่ายดายที่จะถูกจับพิรุธได้
ถัดมา ลวี่หยางก็หันมาพินิจตัวเอง บัดนี้ร่างเนื้อของเขาได้ตายสิ้นแล้ว กำลังเข้าสู่สภาพ “ตายแล้วจึงถอดซาก” แห่งเคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทราส่วนดวงวิญญาณนั้นอาศัยวิชาเทพอสูรวิญญาณอินเสินสายหนึ่งที่เขาเคยลองจำลองไว้ในชาติก่อนค้ำประคองเอาไว้ แปรเป็นเงาวิญญาณมืดคงสืบต่อชีพของตน
“ตายแล้วจึงถอดซาก แท้จริงแล้วก็คือความหมายเช่นนี้เองหรือ…”
ลวี่หยางตรึกตรองอยู่ในใจ
ในยามนี้ ร่างกายของเขาราวกับแปรเปลี่ยนเป็นเตาหลอมโอสถหลังหนึ่ง และวิชาเทพชั้นเลิศทั้งสามแขนงที่เชี่ยวชาญเมื่อครั้งยังมีชีวิตก็กลายเป็นวัตถุดิบยาภายในเตาหลอมโอสถ
ใช้ร่างกายเป็นเตาหลอม ใช้วิชาเทพเป็นยา ใช้การสร้างสรรค์เป็นแรงงาน
ผลลัพธ์ก็คือการนำสามวิชาเทพนั้นมาหลอมรวม จนกลายเป็นฐานะหนึ่งของเซียนถอดซากและเมื่อถึงครานั้นเคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทราจึงจักสำเร็จสมบูรณ์
“กระบวนการนี้คงยาวนานนัก…”
“และไม่ใช่แค่ใช้เวลานานๆ ก็จะหลอมสำเร็จได้ ร่างเนื้อเป็นเตาไฟ แต่ไฟหลอม