าปรารถนาจะพานางกลับไป ก็เชิญตามสะดวก ผู้น้อยลวี่มีการบำเพ็ญเพียรตื้นเขิน คงมิอาจออกจากค่ายกลไปส่งได้”
ในสายตาลวี่หยาง เขากับนิกายกระบี่หาได้มีความแค้นเคืองใดๆ ต่อกัน
เพราะเขาไม่เพียงรักษาชีวิตอวิ๋นเมี่ยวชิงไว้ ยังรักษาความบริสุทธิ์ให้นางครบถ้วน นิกายกระบี่ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะ จะคิดเช่นไรก็ไม่น่าจะมาสร้างความลำบากให้เขา
ทว่าไม่นาน เขาก็พบว่าตนเองเข้าใจผิด
“เมี่ยวชิง….ยังคงเป็นพรหมจรรย์รึ?”
เพียงเห็นอวิ๋นเมี่ยวเจินทอดดวงตาลงต่ำ สายตาจับจ้องร่างน้องสาว ทว่ากลับมิได้มีสีหน้ายินดีแม้แต่น้อย กระทั่งยังเผยให้เห็นความรังเกียจและจนปัญญาอยู่หลายส่วน
ชั่วอึดใจถัดมา นางก็ถอนหายใจยาวหนึ่งครา
“น่าเสียดาย! เมี่ยวชิง เคราะห์กรรมครานี้ของเจ้าคงมิอาจผ่านพ้นไปได้แล้ว!”
สิ้นคำ อย่าว่าแต่ลวี่หยางเลย แม้แต่อวิ๋นเมี่ยวชิงเองเมื่อได้ยินก็ยังนิ่งอึ้งไป บนใบหน้าเต็มไปด้วยความมิอาจเชื่อได้: “ท่านพี่…. ท่านหมายความว่าเช่นไร?”
“เจ้าไม่ใช่ศิษย์สายตรง จึงไม่เข้าใจ”
อวิ๋นเมี่ยวเจินส่ายศีรษะ “เจ้าวาสนาน้อย ชะตาไม่เพียงพอ แต่กลับดื้อดึงแสวงหาวาสนาเซียน เดิมทีจะต้องประสบสามภัยพิบัติเก้าเภทภัย ขอเพียงมีหนึ่งอย่างที่มิอาจผ่านพ้นไปได้ ก็จะมรรคผลสลายคนดับสูญในทันที ดังนั้นในปีนั้นข้าจึงอุตส่าห์ไปขอร้องท่านอาจารย์ให้หลอมรวมสามภัยพิบัติเก้าเภทภัยของเจ้าเข้าด้วยกัน แปรเปลี่ยนเป็นมหันตภัยสิบปีสายหนึ่ง”
“มหันตภัยสิบปีนั้น