ตรีที่งดงามปานล่มเมืองนางหนึ่งกำลังจับจ้องตนเองด้วยความรู้สึกอย่างเปี่ยมรัก ประหนึ่งใยอันละเอียดอ่อนพันเกี่ยวขึ้นทีละเส้นพาดทับ กุมหัวใจชายใดก็ย่อมให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล
อย่างไรก็ดี ลวี่หยางก็ฝืนกลั้นไว้
เขายกมือขึ้นอย่างสงบ “เมื่อใดศิษย์พี่กลับมา ย่อมยินดีเชิญมาดื่มชาด้วยทุกเมื่อ”
คำเดียวส่งแขก
ในชั่วพริบตานั้น ประกายแสงในดวงตาของเซียนจื่อเฟยเสียพลันวูบไหว บอกไม่ถูกว่าเป็นความผิดหวังหรือความจนปัญญา จากนั้นนางก็เก็บรอยยิ้มกลับคืน แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอีกครั้ง
“ข้าขอลา…”
ถ้อยคำเพิ่งจบ ก็ปรากฏลำแสงรุ้งที่มีรูปร่างดุจเมฆาสีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เลือนหายลับไปที่ขอบฟ้า
จนกระทั่งอีกฝ่ายจากไปแล้ว ลวี่หยางจึงค่อยพ่นลมหายใจยาว หันกายกลับเข้าสู่ห้องสงบในหออาภรณ์โลหิต ซ่อนตัวเข้าค่ายกล กุมยันต์เทวะเอกะปราณบรรพสวรรค์แน่น…
…ในที่สุด ร่างกายที่สั่นสะท้านก็หยุดลง
“บัดซบ! นี่ต้องเป็นเจินเหรินวางรากฐานที่กำลังวางกลอุบายใส่ข้าแน่!”
กับเซียนหญิงเฟยเสีย ลวี่หยางแต่ไหนแต่ไรใช้เพียงกาย ไม่เคยใช้ใจ ทั้งหมดเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความรู้บริสุทธิ์ การบำเพ็ญคู่เป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น
แต่เมื่อครู่นี้ เขากลับหวั่นไหว!
ต่อหน้าเซียนหญิงเฟยเสีย เขาถึงกับเคลิบเคลิ้มแทบเอ่ยปาก “ยินยอม” ความรู้สึกนั้นผิดเพี้ยนชัดเจน หาได้ตรงกับจิตแท้ของตนไม่!
ด้วยประสบการณ์จากหลายชาติ ลวี่หยางก็สรุปทันที “เจินเหรินวางร