ทว่าเขาแค่คิดถึงแบบนี้ไปครึ่งวินาที ก็ถูกจวงเห่าหยินเองปฏิเสธ ไอ้โง่นั่น มันจะมีปัญญาขนาดนี้ได้ยังไง ถ้ามีก็คงไม่มีทางมานั่งรถไฟแล้ว
“เป็นอะไรไป? ” เหมือนดูออกว่าจวงเห่าหยินทำสีหน้าที่ไม่ปกติ โจวจิ่งเหวินจึงถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไร” จวงเห่าหยินส่ายหัว แล้วยิ้มพูดขึ้น “เมื่อกี้ไอ้สองคนนั้นที่ไม่มีตาทิพย์ที่มากวนใจผม หนึ่งคนในนั้นกลับบอกว่าพวกพี่มารับเขา ฮ่าๆๆ พี่ชาย พี่ว่ามันตลกไหม”
จวงเห่าหยินพูดจบ ก็ตั้งใจหันไปมองสีหน้าของโจวจิ่งเหวิน กลับสังเกตเห็นว่าไม่ได้ได้ยิ้ม อีกทั้งยังอ้าปากค้าง คนที่หลินต้ายงและคนกลุ่มนั้นมุมล้อมคือเฉินเฟิง จากนั้นเขาจึงพูดอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ “เห่า……เห่าหยิน แกนี่มันไม่ดูตาม้าตาเรือเอง ไม่ใช่ว่าเป็นเขาใช่ไหม?”
นิ้วมือของโจวจิ่งเหวินจึงหดลง จากนั้นสีหน้าของจวงเห่าหยินที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มดูเกร็งขึ้นมาทันที
“แก……แกว่ามาสิ” น้ำเสียงของโจวจิ่งเหวินสั่นเทาเล็กน้อย ในใจจึงเต็มไปด้วยความคาดเดา ทว่าเขาก็ไม่อยากจะเชื่อ ไอ้คนไม่มองตามม้าตาเรือที่เขาพูดถึง เป็นบุคคลสำคัญของบริษัทที่เป็นคนที่พวกเขามารอต้อนรับ
จวงเห่าหยินกลืนน้ำลายแล้วถามขึ้น “พี่ชาย คนของบริษัทพวกพี่คงจะเข้าใจผิดไปแล้วหรือเปล่า ไอ้คน ที่ไม่มีตาม้าตาเรือ เขาคือแรงงานที่กำลังมาหางานทำที่จินหลิงนะ”
“เพี๊ยะ!”
จู่ๆ ก็มีฝ่ามือหนึ่งตบลงบนใบหน้าที่อวบอ้วนของจวงเห่าหยิน ทำให้หน้าที่เป็นไขมันของเขาสั่นสะเทือน
“แ