าณพรากจากโลกไปแล้ว แต่ไร้ซึ่งผู้ชี้นำ จำต้องเร่ร่อนหาทางไปเส้นทางสู่ยมโลก
“เกิดใหม่ไม่ได้ ครั้นจะตายก็ไม่ได้อีก
“เวลาผ่านไป เหล่าวิญญาณเร่ร่อนทวีความดุร้าย สูญเสียความเป็นมนุษย์และความทรงจำ
“โลกพลิกผันกลายเป็นนรก”
กล้องเลื่อนไปจับภาพกลุ่มคนบริสุทธิ์ที่กำลังโดนชาวบ้านสังหารด้วยคราดและขวาน เสียงกรีดร้องอย่างไร้ซึ่งหนทางดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหูเซียว
ด้านในวัดชำรุดทรุดโทรมแห่งหนึ่ง มีพระพุทธรูปส่องแสงสีทองจางๆ สร้างเป็นเกราะกำบังกีดกันผีเร่ร่อนที่พยายามจะรุกล้ำเข้ามา
ในวัดมีพระสูงอายุนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะกำลังโยกตัวไปมาและท่อนบทสวดวนไปเรื่อยๆ
ถัดไปไม่ไกล บัณฑิตวิ่งหน้าตั้งออกมาจากบ้านที่ลุกไหม้ เขาสะดุดล้ม ชนข้าวของ พยายามหนีเอาชีวิตรอดจนผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเหมือนคนบ้า
เขาพูดไปพร้อมหัวเราะลั่น ทำให้ได้ยินไม่ถนัดนัก
“วัฏสงสารเหมือนเรือนลุกไหม้ ปล่อยใจสู่ทะเลทุกข์
“ค่ำคืนนิจนิรันดร์ ไม่แปรผันครั้นจบสิ้น
“ภูผาวิญญาณไร้ทางไป มือประสานผ่านอนัตตา
“ทางสู่ยมโลกลับตา กลับใจคือฟากฝั่ง
“ฤๅกลับใจคือฟากฝั่ง ฮ่าๆๆ…”
บัณฑิตหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขณะที่หน้าจอค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ
เสียงหัวเราะเลือนหายไป
จากนั้นเสียงแหบห้าวก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ผีร้ายร่อนเร่รอบโลก สังสารวัฏทั้งหกแหลกสลาย ประตูสู่ยมโลกเปิดออก…”
หน้าจอดำอยู่อย่างนั้นไปพักใหญ่
ก๊อง!
ก๊อง!
เสียงนั้นดังขึ้นสองครั้งพร้อมแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นบน