นใจและขึ้นไปร้องเพลงบนเวที
พอร้องเสร็จผลลัพธ์ก็ชัดเจน หม่าหยางรีบขอให้เขาอยู่ร้องเพลงให้หนึ่งสัปดาห์
ถ้าครบหนึ่งสัปดาห์แล้วรู้สึกพอใจกับผลงานก็จะเซ็นสัญญาจ้าง ถ้าไม่ก็จะให้เงินไปพันหยวนแล้วขอให้ไม่ต้องมาอีก
ตอนนี้ครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว หม่าหยางรู้สึกพอใจกับผลงานของเฉินเหล่ยมากๆ
แต่ก็ติดปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือเรื่องค่าจ้าง
“ปกตินักร้องประจำได้ค่าจ้างเท่าไหร่เหรอครับ” หม่าหยางอยากรู้ว่าจะจ่ายค่าจ้างตามราคาตลาดได้ไหม
จางหยวนรู้เรื่องนี้ดี เพราะเขาเคยทำงานเป็นนักร้องประจำมาก่อ
“น้องหม่า ถ้าเป็นบาร์เล็กๆ จะจ่ายให้นักร้องประจำสามพันหยวนต่อเดือน แต่ก็เป็นเรตสำหรับนักร้องที่ไม่ได้ดังมากนะ
“ค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับระดับของบาร์ ความดังของนักร้อง และความใจป้ำของเจ้าของร้าน
“บางบาร์คนเยอะหน่อย ถ้าอยากดังนักร้องส่วนใหญ่ก็ยินดีไปร้องให้ฟรีๆ กลับกัน ถ้าบาร์เล็กอยากจ้างนักร้องดังก็ต้องทุ่มเงินหน่อย
“ดูจากความสามารถของเฉินเหล่ยแล้ว ให้สักสี่ถึงห้าพันหยวนยังไม่ถือว่าเยอะอะไร อาจจะจ่ายน้อยเกินไปด้วยซ้ำ”
สี่ถึงห้าพันหยวน…
หม่าหยางเริ่มลังเล
“โห… ไม่ใช่ว่าไม่อยากจ่ายนะ แต่ผมรู้สึกว่าสำหรับเฉินเหล่ยไม่น่าจะต้องจ่ายแพงขนาดนี้
“ปัญหาหลักคือร้านเรายังขาดทุนอยู่
“พี่คิดว่ายังไง เสนอให้ฐานเงินเดือนไปหนึ่งพันห้าร้อย ส่วนที่เหลือเป็นเงินส่วนแบ่งดีมั้ย”
จางหยวนนิ่งไป “ส่วนแบ่งเหรอ หมายความว่ายังไง”
หม่าหยางชี้ไป